เกิดใหม่เป็นภรรยาสุดโหดยุค 80 - บทที่ 217 มีคนชอบก็ต้องมีคนชัง
บทที่ 217 มีคนชอบก็ต้องมีคนชัง
สวี่ชิงมองท่าทางของสวี่จื้อกั๋ว ดูแล้วในมือเขายังเหลือสมบัติของแม่เธออยู่ เพียงไม่รู้ว่าจะนำกลับมาให้เธออย่างซื่อตรงได้ไหม
แต่ดูจากประสบการณ์ทรมานเมื่อครู่นี้ของสวี่จื้อกั๋ว คงทำให้เขาทำตัวซื่อตรงมากขึ้นทีเดียว
เธอไม่คิดอะไรมากไปกว่านี้ มองโจวจินหนานกับผางเจิ้งหัวนำเนื้อไปแล่ ส่วนตัวเองไปจัดการกับเครื่องใน
ปกติการล้างไส้หมูและกระเพาะหมูจะใช้น้ำสะอาดล้างก่อนสองถึงสามรอบ แล้วใช้ขี้เถ้าในเตาเผาขัดล้างอีกรอบ ต่อมาเมื่อฐานะดีขึ้น ผู้คนจะใช้แป้งมันหรือแป้งข้าวโพดล้าง
สวี่ชิงกลับทำใจไม่ได้ แม้ว่าตอนนี้ฐานะจะดีไม่น้อยแล้วแต่ก็ยังไม่กล้าสิ้นเปลื้องอยู่ดี
อีกทั้งการใช้ขี้เถ้าจากเตาเผาก็สะอาดกว่าด้วย
เฟิงซูฮวาเองก็ย้ายเก้าอี้นั่งยองมาช่วยด้วย ล้างไปก็พูดไป “ตอนย่ายังเด็กก็ชอบกินเจ้าพวกนี้แหละ พ่อกับแม่ของย่าไม่อนุญาตให้เอาขึ้นโต๊ะอาหารเพราะเหม็นเกินไป ในบ้านย่าตอนนั้นมีพ่อครัว ว่ากันว่าบรรพบุรุษเขาเป็นพ่อครัวหลวงของจักพรรดิในวัง ทำลำไส้ใหญ่จิ่วฉวนตุ๋น*ได้อร่อยทีเดียวเชียว”
มีอาหารที่หลายสิบปีมาแล้วที่ไม่ได้กิน ตอนนี้พอได้กลับมากิน ภายในปากก็ยังคงรู้สึกได้ถึงรสชาติหอมหวนอันแสนคุ้นเคย
สวี่ชิงนั่งนิ่งคิดไปถึงลำไส้ใหญ่จิ่วฉวนตุ๋นที่เธอเคยกินแต่ไม่เคยทำจริง ก็นึกแปลกใจต่อสภาพแวดล้อมตอนเด็กของเฟิงซูฮวาที่ดูร่ำรวยนัก “คุณย่า ตอนคุณย่ายังเด็ก ในบ้านมีคนรับใช้เยอะเหรอคะ”
เฟิงซูฮวายิ้มตาหยีเมื่อนึกถึงเรื่องในอดีต “ว่าอย่างนี้แล้วกัน ห้องที่คนรับใช้ในบ้านย่าอยยู่ยังใหญ่กว่าบ้านหลังนี้ด้วยซ้ำ มีที่นาดีกว่าหมื่นหมู่* และที่ดินอีกสองหรือสามพันหมู่ แล้วยังมีโรงทอผ้าด้วย ก่อนย่าจะอายุห้าขวบไม่เคยเดินเองเลยสักครั้ง ต้องมีแม่นมอุ้มตลอด ดั่งของล้ำค่าเชียวล่ะ”
*หมู่(亩)หน่วยวัดของจีบ เท่ากับ 666. 66666666667 ตารางเมตร
นางแต่งงานตอนอายุสิบเจ็ดปี ฐานะของสามีก็ดีมากเช่นกัน แต่หลังปฏิวัติกลับกลายเป็นฝ่ายต้องนำที่ดินของครอบครัวคืนให้แก่ทางการ
ด้วยวิธีนี้จึงทำให้นางรอดพ้นจากคำวิพากษ์วิจารณ์เมื่อสิบปีก่อนมาได้
สวี่ชิงคิดไม่ถึงว่าตอนฟิงซูฮวายังเด็กนั้นจะร่ำรวยขนาดนี้ จึงยกยิ้มปลอบใจนาง “คุณย่า ถึงต่อไปจะไม่มีคนรับใช้ให้คุณย่าแล้ว แต่ฉันรับรองว่าจะทำให้คุณย่ามีชีวิตที่อยากกินอะไรก็ได้กินอยากได้อะไรก็ได้แน่นอนค่ะ”
เฟิงซูฮวาหัวเราะขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี “ตอนนี้ก็ดีแล้ว ๆ”
สวี่ชิงพลันนึกถึงปัญหาขึ้นมาเรื่องหนึ่งได้ “คุณย่า คุณย่าเรียนรู้วิชานี้จากใครหรือคะ? แล้วทำไมย่าถึงมียาแปลกๆ แบบนั้นเยอะแยะเลย?”
เป็นเธอที่ช่วยเก็บกระเป๋าเดินทางให้นางเมื่อตอนขามา แต่ก็ยังไม่เห็นของอะไรเลย
ไหนจะพิษในร่างกายของสวี่จื้อกั๋ว ที่นางบอกให้เธอใช้เข็มเงินปักให้ดี ซึ่งควรบอกว่ายาเม็ดนั้นของเฟิงซูฮวาต่างหากที่ได้ผล
เฟิงซูฮวายังคงหัวเราะขณะล้างไส้หมู “งั้นเธอต้องตั้งใจเรียน เอาวิชาความรู้จากย่าไปให้หมด แล้วเธอจะรู้ทุกอย่างเอง”
สวี่ชิงเห็นคุณย่าไม่พูด ก็ไม่ถามให้มากความอีก
เริ่มครุ่นคิดเงียบ ๆ ว่าทำไมเฟิงซูฮวาถึงคิดอยากกินลำไส้ใหญ่จิ่วฉวนตุ๋นนัก
จึงเดินเข้าไปในครัวถามผางเจิ้งหัวที่กำลังหั่นเนื้ออยู่ “เจิ้งหัว นายทำลำไส้ใหญ่จิ่วฉวนตุ๋นเป็นหรือเปล่า”
ฝีมือการทำอาหารของผางเจิ้งหัวล้วนมาจากนอกตำราเรียน จึงทำกับข้าวทั่วไปและอาหารท้องถิ่นได้ แต่ไม่เคยได้ยินกระทั่งชื่อลำไส้ใหญ่จิ่วฉวนตุ๋น เขาจึงไม่เข้าใจนิดหน่อย “หา ลำไส้ใหญ่อะไรนะ?”
สวี่ชิงจึงเพิ่งรู้ตัวว่าลำไส้ใหญ่จิ่วฉวนตุ๋นถือว่าเป็นอาหารแถบซานตง ที่ในปัจจุบันกลายเป็นที่นิยมทั่วประเทศ การที่ผางเจิ้งหัวไม่รู้จักก็เป็นเรื่องธรรมดา เธอพยายามคิด “ฉันขอคิดก่อนนะ มันเหมือนเอาลำไส้ใหญ่มาม้วน จากนั้นพอตุ๋นออกมาก็ค่อยเอาไปผัดในน้ำแดง”
ต่อมายังมีการนำไปทอดในน้ำมันเดือด ๆ ให้ผิวด้านนอกกรอบ
โจวจินหนานฟังเงียบ ๆ อยู่ข้างๆ ก็ถึงกับตกใจ คาดไม่ถึงว่าสวี่ชิงจะรู้จักลำไส้ใหญ่จิ่วฉวนตุ๋นด้วย ได้ฟังวิธีการทำที่เธอพูดทั้งหมดก็ไม่มีปัญหาเลยสักจุด
เขาแปลกใจนิดหน่อย รู้สึกว่าสวี่ชิงทำอาหารได้มากกว่าผางเจิ้งหัวที่เป็นพ่อครัวเสียอีก
สวี่ชิงครุ่นคิดสักพัก ตอนเย็นจึงได้ทำลำไส้ใหญ่จิ่วฉวนตุ๋นออกมาจริง ๆ ไส้หมูหลังจากราดสีของน้ำตาลแดงเคี่ยวก็เป็นสีแดงสดสวยล่อใจคน
แม้รสชาติจะยังขาดบางสิ่งบางอย่างไปเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าดีมากแล้ว
แม้แต่เฟิงซูฮวาที่ชิมไปคำหนึ่งแล้ว ก็ยังพูดไม่ขาดปากว่านี่แหละคือรสชาติที่นางเคยกินตอนเด็ก
สวี่ชิงรู้ว่ายังทำออกมาไม่ดีเท่ากับพ่อครัวที่บ้านสมัยก่อนของเฟิงซูฮวา น่าจะไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ เพียงแค่เธอไม่ได้กินนานแล้ว จึงทำให้ลืมรสชาตินั้นไปหมด
เพราะพรุ่งนี้เป็นวันปิดร้าน สวี่ชิงจึงให้ผางเจิ้งหัวไปเรียกซุนเชียวเฟิง หลี่ซิ่วเจิน และหู่จือมา ทุกคนมากินเลี้ยงด้วยกัน แสดงความยินดีกันไปตามเรื่องตามราว
มีซี่โครงหมูตุ๋น หมูน้ำแดง อีกทั้งยังมีปลาสองตัว
มากมายเสียจนโต๊ะเล็กวางกับข้าวไม่หมด ต้องวางซ้อนกันสองชั้น
สวี่ชิงไปเรียกฉินเสวี่ยเหมยมา รวมทั้งคุณป้าที่ช่วยล้างผักสองคนรวมกับสิบคน
โต๊ะกับข้าวเล็ก ๆ จึงดูเบียดเสียดเล็กน้อย
อาหารดีย่อมต้องคู่กับกับเหล้า สวี่ชิงยังนำเหล้าที่ทำจากข้าวฟ่างมาด้วยสองหรือสามชั่ง นอกจากเธอที่ดื่มไม่ได้แล้ว เฟิงซูฮวาก็ดื่มไปแก้วเล็ก ๆ อย่างเบิกบานใจ
ผางเจิ้งหัวก็ยิ่งคะยั้นคะยอให้โจวจินหนานดื่ม ถ้าเป็นเวลาปกติเขายังกลัวโจวจินหนานอยู่นิดหน่อย เห็นเขาแล้วก็ไม่กล้าพูดจาส่งเดช
แต่หลังจากเหล้าเข้าปากพอกรึ่ม ๆ ความกล้าก็มีมากขึ้น พูดชนแก้ว ๆ ซ้ำอยู่อย่างนั้น
สวี่ชิงไม่สนใจคนทั้งสอง ยิ้มพูดคุยหัวเราะกับพวกซุนเชียวเฟิงสองสามคน
ดื่มกันจนถึงครึ่งค่อนคืน อีกทั้งบ้านหลังเล็กก็เปิดไฟสว่างจ้า คนที่เดินผ่านประตูต่างได้ยินเสียงคึกครื้นดังออกมาจากบ้านของสวี่ชิง
บางคนที่ได้ยินก็อิจฉาตาร้อนที่ครอบครัวสวี่ชิงมีเนื้อให้กินได้ทุกวัน และก็มีบางคนที่ริษยาอยู่ในใจ
และหวังไก๋ฮวานั้นก็ไม่รู้ว่าควรริษยาหรือว่าเกลียดชังไปแล้วกันแน่
ตอนนี้เองหล่อนก็รู้ตัวว่าไม่สามารถไปก่อเรื่องไม่ดีกับสวี่ชิงได้ สุดท้ายจะเป็นหล่อนเองที่เสียเปรียบ
แต่เมื่อเห็นชีวิตของสวี่ชิงที่นับวันยิ่งดีขึ้น ๆ ในใจก็ไม่อาจสงบลงได้ และยิ่งได้ยินเสียงติงชางเหวินที่เมาแอ๋จนกรนเสียงดังหลับสนิทอยู่ในห้อง หล่อนก็คิดอยากจะเข้าไปบีบคอติงชางเหวินเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ไม่กล้า
ได้แต่นั่งโมโหอยู่ในสวน ตอนนี้ติงชางเหวินไร้ประโยชน์ยิ่งกว่าตดสุนัข หล่อนต้องหย่ากับเขาให้ได้!
ให้เขาหาเลี้ยงด้วยตัวเองไปเถอะ!
……………….
แม้เปิดร้านในวันถัดมา กิจการก็ยังคงขายดีมาก สวี่ชิงรอจนถึงช่วงที่ไม่ยุ่งแล้ว ตักข้าวกับหมูตุ๋นน้ำแดงใส่กล่องไปหาหลี่กั๋วหัว
หลี่กั๋วหัวเห็นสวี่ชิงมาก็ยกยิ้มเหมือนมี่เล่อโฝ*ทันที “สหายสวี่รีบเข้ามานั่งก่อนสิ วันนี้กิจการเป็นอย่างไรบ้าง”
สวี่ชิงยิ้มแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้างหลี่กั๋วหัว นำกล่องข้าววางไว้ตรงหน้าเขา “วันนี้ผางเจิ้งหัวใช้วิธีการใหม่ทำหมูตุ๋นน้ำแดงค่ะ ด้านในใส่เหล้าข้าวกับเต้าหู้เล็กน้อย สีสันก็ดีรสชาติก็ดี”
ไหนเลยหลี่กั๋วหัวจะเกรงใจ เขารับกล่องข้าวมาเปิดตรงหน้าสวี่ชิง “ฝีมือของเสี่ยวผางไม่ต้องพูดถึง ดีทั้งกลิ่นทั้งรสชาติ จริงสิ ถ้าคุณไม่มาหาผม ผมก็ว่าจะไปหาคุณอยู่พอดี”
สวี่ชิงยิ้มตาหยีโค้ง “ผู้อำนวยการหลี่อ่านจบแล้วหรือคะ ให้ฉันอธิบายเพิ่มเติมไหมคะ”
หลี่กั๋วหัวโบกมือ “ไม่ต้อง ผมแค่สงสัยว่าวิธีที่คุณว่ามันจะได้ผลหรือ พวกเรายังต้องยื่นคำร้องไปที่ส่วนของเส้นทางเดินรถของสถานีด้วย ค่อนข้างยากเลยนะ”
สวี่ชิงส่ายหน้า “ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คุณคิดหรอกค่ะ เพียงแค่พวกคุณอนุมัติ พวกเราจะนำผลิณฑ์ไปส่งบนรถไฟทุกขบวนเอง นอกเหนือจากนั้นพวกเรามาคิดหาวิธีกัน”
หลี่กั๋วหัวรู้สึกว่าสวี่ชิงมองโลกในแง่ดีเกินไปแล้ว ตอนนี้คนบนรถไฟแออัดมาก ชนิดที่สวมรองเท้าขึ้นรถไฟ ลงรถไฟมาก็หารองเท้าไม่เจอแล้ว
แค่หมุนตัวก็ยากจะคิดเลยว่าจะหันกลับมาได้อีก
ยังคิดอยากจะทำธุรกิจบนรถไฟ นั่นไม่ใช่เรื่องพันหนึ่งราตรีหรือ?*
*เป็นสำนวนหมายถึง เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
สวี่ชิงเห็นหลี่กั๋วหัวขมวดคิ้ว ก็ยิ้มนิดๆ “ผู้อำนวยการหลี่ ไม่ใช่ว่าพวกเราจะทำพรุ่งนี้ได้เลยเสียหน่อยค่ะ การเตรียมพร้อมจำเป็นต้องใช้เวลาแน่นอน ยังต้องเตรียมใบอนุญาตต่าง ๆ นานาด้วย ไหนจะขั้นตอนการขออนุญาตนั่นอีก รอจนกระทั่งดำเนินการเสร็จเรียบร้อย สถานการณ์ตอนนั้นก็เป็นอีกอย่างแล้ว”
หลี่กั๋วหัวลองคิดดู “งั้นผมจะเอาแบบกลยุทธ์ไปในหัวหน้าของผมดู ถ้าทำได้พวกเราค่อยมาคุยอย่างเป็นรูปธรรมอีกทีดีไหม”
สวี่ชิงยิ้มขอบคุณ “งั้นฉันต้องรบกวนผู้อำนวยการหลี่แล้วค่ะ”
เธอมั่นใจมากว่าเพียงส่งแบบกลยุทธ์ไปถึงมือของหัวหน้าเขา จะต้องไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน
สวี่ชิงออกมาจากห้องทำงานของหลี่กั๋วหัวด้วยอารมณ์ไม่เลวเลย ตอนกลับมาร้าน คิดไม่ถึงว่าสวี่จื้อกั๋วจะหิ้วกระเป๋าหนังสีดำมาด้วยและยืนอยู่ไม่ไกลจากร้านอาหารนัก ยืนละล้าละลังจะเข้าไม่เข้ามาดี
………………………………………………………………………………………………………………………….
*ลำไส้ใหญ่จิ่วฉวนตุ๋น 九转大肠 อาหารในแถบซานตง
*มี่เล่อโฝ 弥勒佛 เทพเจ้าแห่งความร่ำรวย
สารจากผู้แปล
ย่าเฟิงตอนเด็ก ๆ ก็คือคุณหนูคนหนึ่งนี่เอง
มีหลักฐานเกี่ยวกับแม่เพิ่มเติมไหมนะ
ไหหม่า(海馬)