เกิดใหม่เป็นภรรยาสุดโหดยุค 80 - บทที่ 209 ความสงสัยของโจวจินหนาน
บทที่ 209 ความสงสัยของโจวจินหนาน
สวี่ชิงรู้สึกว่าเรื่องนี้อธิบายยุ่งยากเกินไป อีกทั้งพูดออกไปแล้วก็รังแต่จะทำให้ฉินเสวี่ยเหมยตกใจ จึงทำได้เพียงแต่งเรื่องขึ้นมา “เมื่อวานตอนกลับมาจากสถานีรถไฟ ฉันก็รู้สึกเจ็บท้องและยังมีเลือดออกนิดหน่อย เขากลัวว่าฉันจะเป็นอะไรเลยรีบวิ่งอุ้มฉันกลับมา”
ฉินเสวี่ยเหมยได้ฟังจบก็เอามือปิดหน้าข้างหนึ่งแล้วแอบส่งสายตาให้สวี่ชิงอย่างลับ ๆ
ความหมายก็คือโจวจินหนานใส่ใจเธออย่างมากสินะ
สวี่ชิงยิ้มแล้วส่งหมั่นโถวให้หล่อน “รีบกินอะไรสักหน่อยเถอะ”
ฉินเสวี่ยเหมยเองก็ไม่เกรงใจ หัวเราะเหอะๆ แล้วรับหมั่นโถวมา ยังไม่ทันเข้าปากก็ได้ยินเสียงร้องไห้โหยหวนดังมาจากข้างนอก
สวี่ชิงตะลึงไปสักพัก เดาว่าน่าจะเป็นหวังไก๋ฮวามาโวยวายกลางถนนอีกแล้วเป็นแน่ ตอนนี้เธอไม่มีอารมณ์ดูเรื่องสนุกเช่นกัน คิดว่าจะรีบกินแล้วไปเขียนแผนกลยุทธ์ไปส่งให้หลี่กั๋วหัว แถมยังต้องไปจัดการกับฟางหลานซินด้วย ยุ่งพอตัวเลย
ฉินเสวี่ยเหมยกลับไม่เหมือนเธอตรงที่อยากดูเรื่องซุบซิบจนเข้ากระดูกไปแล้ว หล่อนจึงหยิบหมั่นโถวแล้วรีบวิ่งออกไปดูอย่างร่าเริง
เฟิงซูฮวาเดิมทีไม่ชอบเรื่องพวกนี้ รู้สึกว่าการเก็บพิษจากแมลงพวกนั้นยังจะมีประโยชน์กว่า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงโจวจินหนานที่เดิมทีไม่สนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว
ดังนั้นคนสามคนในบ้านจึงยังคงนั่งกินอาหารเช้าอยู่ในลานบ้านอย่างสงบ
หลังมื้อเช้าผ่านไป ด้านนอกก็ยังคงเสียงดังวุ่นวายไม่จบ หวังไก๋ฮวายังคงร้องไห้คร่ำครวญจนฟังไม่ได้ศัพท์ว่าหล่อนพูดอะไร
เรื่องนี้ไม่อาจส่งผลกระทบกับอารมณ์ดี ๆ ของสวี่ชิงได้ หลังจากหินที่กดทับอยู่ในใจถูกยกออกไป อารมณ์ของเธอก็แจ่มใสอย่างมาก อดีตไม่อาจกลับไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว แต่พวกเธอสามารถสร้างอนาคตที่ไม่เหมือนเดิมได้
กระทั่งกับโจวจินหนานเธอก็ไม่คิดเกรงใจเขาแม้แต่น้อย “คุณช่วยฉันเช็ดโต๊ะหน่อย ฉันจะเขียนอะไรนิดหน่อย จากนั้นก็เอาถ้วยไปล้างด้วยนะคะ และก็แตงกวาตรงกำแพงด้านนอกเหลืองหมดแล้ว คุณเด็ดมาแล้วเอาไปตากแดด พอแห้งแล้วจะได้ทำเป็นแปรงขัดหม้อ”
โจวจินหนานตอบรับคำอย่างเชื่อฟัง ในใจยังรู้สึกดีใจนิดหน่อย ยิ่งสวี่ชิงปฏิบัติกับเขาอย่างไม่เกรงใจ ก็ยิ่งหมายความว่าเธอปล่อยวางอคติในใจลงแล้ว
สวี่ชิงเห็นโจวจินหนานเช็ดโต๊ะเสร็จแล้วก็เดินไปหยิบปากกาหมึกซึมกับกระดาษออกมาวางไว้บนโต๊ะแล้วเริ่มเขียนแผนกลยุทธ์อย่างตั้งใจ
ครั้งนี้เป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสที่ดีมาก หากพูดให้หลี่กั๋วหัวกับหัวหน้าสูงสุดของสถานีรถไฟยอมรับได้ กิจการของพวกเขาก็จะสามารถก้าวกระโดดไปอีกขั้นหนึ่งได้
แม้ว่าเงินทุนที่มีอยู่ในมือจะไม่เพียงพอ แต่สิ่งที่สวี่ชิงเชี่ยวชาญที่สุดก็คือการยืมไก่ออกไข่*
*เป็นสุภาษิตหมายถึง การใช้ประโยชน์จากผู้อื่นเพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเอง
ในสายตาของเธอ สถานีรถไฟเป็นแม่ไก่ที่ตัวอวบอ้วนที่สุด
เฟิงซูฮวายิ้มตาหยีมองสวี่ชิงเขียนตัวอักษร ก้มหน้าก้มตาเขียนเหมือนนักเรียนตัวน้อย “ชิงชิงไม่ปวดท้องแล้วหรือ”
สวี่ชิงงหยุดวางปากกาแล้วส่ายหน้า “ไม่แล้วค่ะ คุณย่าคะ เป็นไปได้ไหมว่าจะมันเหตุการณ์แบบนี้อีกในอนาคต?”
เฟิงซูฮวายกยิ้ม “ไม่จ้ะ ถ้าเป็นคนธรรมดา ท้องนี้ก็คงจะไม่รอดแล้ว ย่าเคยบอกกับเธอแล้วนี้ว่าร่างกายของเธอไม่เหมือนคนอื่น เด็กในท้องไม่เป็นไรหรอก”
สวี่ชิงได้ยินก็ยิ่งไม่วางใจ “งั้นจะมีผลกระทบอะไรไหมคะ แบบหูหายไปข้างหนึ่งอะไรแบบนั้น”
เฟิงซูฮวาถลึงตาใส่ทีหนึ่ง “เจ้าเด็กนี้พูดจาซี้ซั้ว ย่าบอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรสิ พูดซะทำให้เหลนรักของย่าโกรธแล้ว”
สวี่ชิงหัวเราะพรืด “เขายังเป็นถั่วงอกจิ๋วอยู่เลยมั้งคะ จะไปได้ยินอะไรได้ไง”
เฟิงซูฮวาเองก็กระตือรือร้นตาม ที่จริงครั้งนี้เด็กน้อยไม่เป็นอะไรเลย โชคดีที่อายุครรภ์ไม่มาก กลับมาทันเวลา ถ้าเป็นท้องห้าหรือหกเดือน ต่อให้นางเก่งกาจมากกว่านี้อีกก็คงช่วยกลับมาไม่ได้แล้วเช่นกัน
เพิ่งเขียนไปได้ไม่กี่บรรทัด ฉินเสวี่ยเหมยที่ดูเรื่องสนุกก็กลับมา นั่งลงข้างสวี่ชิงแล้วแบ่งบันให้เธอฟังทันที
ติงชางเหวินตอนนี้ถูกมหาวิทยาลัยปลดออกจากตำแหน่ง และก็ไม่มีมหาวิทยาลัยที่ไหนยินดีจะรับเขาเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงกลายเป็นคนตกงานไปแล้ว แม้แต่เงินสวัสดิการอาหารหรือน้ำมันก็ถูกยกเลิกแล้ว
ดังนั้นถ้าอยากกินข้าวก็ต้องหาเงินด้วยตัวเอง
ก่อนหน้านี้หวังไก๋ฮวานำบ้านไปปล่อยเช่า แล้วพาแม่เฒ่าติงกับติงชางเหวินไปแออัดอยู่ด้วยกันที่หอพักอาจารย์รวม
แม้ว่าติงชางเหวินจะถูกปลดออกจากงาน ทางมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ไล่ให้เขาย้ายออกไปทันที ให้เวลาเขาจำกัดสองเดือนถึงเดือนธันวาคมค่อยย้ายออกไปก็ยังได้
เดิมทีคิดจะหาเงินจากบ้านหลังนี้จึงได้ปล่อยเข่า แต่คิดไม่ถึงว่าจู่ ๆ จะมีการฆาตรกรรมเกิดขึ้น
ติงชางเหวินพลันรู้สึกตัวเองดวงซวยขึ้นมาทันที บวกกับไม่มีงานทำแล้ว คนทั้งคนก็เปลี่ยนเป็นอึมครึม เมื่อได้ออกมาจากหอพักแล้วยังต้องมาทนดมกลิ่นเหม็นเน่าในบ้านก็โกรธจนต้องจับหวังไก๋ฮวามาซ้อมระบายอารมณ์
หวังไก๋ฮวากลัวมาก วิ่งไปที่กลางถนนเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่กลับไม่มีใครสนใจ สุดท้ายจึงต้องเปลี่ยนไปนั่งแล้วร้องไห้ด่าทอเสียงดังกลางถนน
แต่ติงชางเหวินกลับเอาแต่อยู่ในบ้านไม่ยอมออกมา
ฉินเสวี่ยเหมยพูดจบก็รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย “ฉันได้ยินหวังไก๋ฮวาพูดว่าตอนนี้หล่อนคิดจะหย่า ติงชางเหวินกลับไม่ยิมยอม ทำไมถึงไม่ยินยอมอีกแล้วล่ะ”
สวี่ชิงหัวเราะเหอะ “เขาต้องไม่ยินยอมอยู่แล้ว ตอนนี้เขาต้องการอะไรก็ไม่มีทั้งนั้น แมแต่กินข้าวก็จะเป็นปัญหา บวกกับหลายปีมานี้เขาไม่เคยทำงานใช้แรงมานาน เธอคิดว่าเขาจะสามารถเลี้ยงดูตัวเองรอดได้อยุ่อีกเหรอ นั่นก็น่าจะคาดหวังให้หวังไก๋ฮวาเลี้ยงดูเขาน่ะสิ”
ฉิงเสวี่ยเหมยตะลึงตาค้าง “เธอพูดแบบนี้ก็มีเหตุผลนะ ติงชางเหวินคนนี้ใช้ไม่ได้จริงๆ”
สวี่ชิงกัดปากล่าง หวังไก๋ฮวายังเป็นปืนที่เอาไว้ให้เธอไปใช้กับฟางหลานซินได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
ยังมีสวี่จื้อกั๋วที่รู้แล้วว่าสวี่หรูเยว่ไม่ใช่ลูกสาวตัวเอง จึงยังไม่หย่ากับฟางหลานซิน นับว่าเขาก็มีความอดทนสูงมากเช่นกัน!
หลังจากฉินเสวี่ยเหมยซุบซิบนินทาเสร็จ หล่อนถึงค่อยเดินกลับบ้าน
สวี่ชิงสติหลุดไปพักหนึ่งแล้วถึงค่อยเริ่มเขียนแผนกลยุทธ์ต่อ จากแนวโน้มเศษฐกิจเฟื่องฟูในอนาคตไปจนถึงอัตราการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้น กระทั่งถึงความสำคัญของผลิตภัณฑ์ที่จะขาย
เธอเขียนออกมาเป็นข้อ ๆ อย่างละเอียด พื้นที่ว่างก็ยังวาดกราฟเปรียบเทียบ มองแค่ครั้งเดียวก็เข้าใจทั้งหมด
โจวจินหนานเก็บกวาดห้องครัวเสร็จแล้วไปเด็ดแตงกวาแก่สองสามลูกจากข้างนอก แล้วใช้เชือกคล้องแขวนไว้ที่ใต้ต้นไม้
จากนั้นจึงกลับมาดูสวี่ชิงเขียนหนังสืออยู่ข้างๆ เขามองแผ่นหลังของสวี่ชิงด้วยความรู้สึกแปลกใจนิดหน่อยอย่างอดไม่ได้
มองแล้วมองอีกก็รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง
ยังไม่ต้องพูดถึงลายมือที่สวี่ชิงเขียนนั้นงดงามบรรจง เผยว่าเธอนั้นมีอุปนิสัยอ่อนโยน
ไม่ว่าจะตัวอักษรหรือว่าเนื้อหา มีทั้งที่เขารู้อยู่แล้วและยังมีบางส่วนที่ไม่เคยพบเจอในหนังสือพิมพ์หรือว่าโฆษณา แต่เป็นนโยบายภายในของรัฐบาลที่เคยร่างเอาไว้
เพราะว่ายังไม่เสนอญัตติสุดท้าย ดังนั้นจึงยังไม่ได้เผยแผ่ต่อสาธารณะชน แล้วสวี่ชิงรู้ได้อย่างไร?
คิดพลางหน้าตาก็ขรึมลง จ้องศีรษะของสวี่ชิง ครุ่นคิดเงียบๆ สักพักแล้วหมุนตัวเข้าบ้าน
สวี่ชิงเขียนอย่างมีความสุขเกินไปจนลืมตัวนิดหน่อย นำนโยบายของปี81 เขียนลงไปอย่างอดใจไม่อยู่
สักพักเธอก็นึกขึ้นได้ว่ามันไม่ใช่ปีนี้
เธอเขียนบรรยายอย่างลื่นไหลและมีชีวิตชีวาเกือบสิบหน้าถึงเขียนเสร็จ
ครั้นวางปากกาลงแล้วอ่านทวนรอบหนึ่งถึงพบว่าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงแล้ว
เวลาเช้านี้ช่างผ่านไปไวเหลือเกิน!
เธอจึงรีบเก็บช้าวของแล้วเตรียมไปทำข้าวเที่ยง ถึงได้พบว่ามีกลิ่นหอมโชยออกมาจากห้องครัว
เธอเขียนจนไม่รู้ตัวเลยหรือ ถึงกับไม่รู้ว่าคนข้างตัวตัวเองทำอะไร เมื่อเก็บของเสร็จแล้วก็เดินไปห้องครัว ก็เห็นโจวจินหนานกำลังเติมฟืน เฟิงซูฮวากำลังผัดกับข้าว
สวี่ชิงรีบไปล้างมือตรงอ่างล้างมือด้านข้าง แล้วเดินไปรับตะหลิวจากในมือของเฟิงซูฮสา “คุณย่าคะ มาฉันผัดเองค่ะ”
เฟิงซูฮวาหัวเราะฮ่า ๆ แล้วส่งตะหลิวให้สวี่ชิง “ย่าเป็นคนผัดกับข้าวไม่อร่อย คิดไม่ถึงวว่าโจวจินหนานจะผัดไม่อร่อยยิ่งกว่า เธอมาพอดีเลย งั้นก็ให้เธอผัดแล้วกัน”
โจวจินหนานรู้สึกกระดากอายนิดหน่อย ที่จริงเขาทำกับข้าวเป็น ไม่รู้ว่าเพราะอะไรสองหรือสามครั้งแล้วที่เขาฝีมือตก น่าจะเป็นเพราะเตาที่นี่แตกต่างจากเตาที่หน่วยงานกระมัง
เขามองสวี่ชิงแล้วก็พลันถามขึ้นมา “พัฒนาจากรูปธรรม นกน้อยทำรังแต่พอตัว นโยบายที่พูดถึงผลลัพธ์ทางเศษฐกิจเหล่านี้ คุณไปเห็นมาจากที่ไหนเหรอ?”
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
ฝั่งชู้แม่เลี้ยงกรรมตามสนองแล้ว ทีนี้งานก็ไม่มี จะหาอะไรเลี้ยงตัวล่ะ
พี่หนานเริ่มสงสัยชิงชิงแล้ว จะปิดเรื่องที่ตัวเองย้อนกลับมาเกิดใหม่ยังไงเนี่ย
ไหหม่า(海馬)