เกิดใหม่เป็นภรรยาสุดโหดยุค 80 - บทที่ 2 โจวจินหนาน… ฉันกลับมาแล้ว
บทที่ 2 โจวจินหนาน… ฉันกลับมาแล้ว
ฟางหลานซินตกใจกับการปรากฏตัวของ ‘สวี่ชิง’ และหันศีรษะไปมอง
สวี่ชิง ที่ตอนนี้อายุเพียงสิบเก้าปี มีคิ้วและดวงตาละเอียดอ่อนงดงาม ผิวขาวบอบบาง ร่างกายสูงโปร่งและงดงาม ประพิมประพายคล้ายแม่ผู้มีเสน่ห์ของเธอที่ทั้งสวยและน่าดึงดูด
ฟางหลานซินต้องการกรีดใบหน้านั่นทุกครั้งที่เห็นสวี่ชิง
ทว่าบนใบหน้หล่อนกลับปรากฏรอยยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้น “ชิงชิงลุกขึ้นมาทำไมล่ะลูก? ไม่สบายตัวเหรอ? แม่เพิ่งทำซุปไก่ไป เดี๋ยวแม่จะเติมให้นะ”
สวี่ชิงมองฟางหลานซินที่ยังดูอายุน้อยมาก… ทำไมก่อนหน้านี้เธอถึงโง่ และไม่เห็นว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของหล่อนมันเป็นการสวมหน้ากากกัน?
“ไม่ค่ะ ฉันไม่หิว”
ฟางหลานซินไม่โกรธ ดวงตาของหล่อนดูอ่อนโยนและใจดี “ลูกแม่ ลูกยังโกรธพ่ออยู่อีกเหรอ? แม่บอกพ่อของลูกแล้ว ถ้าไม่อยากแต่งงาน เราก็จะไม่จัดงานแต่งงาน ต่อให้ลูกจะไม่ได้แต่งงานเลย พ่อกับแม่ก็จะสนับสนุนดูแลลูกไปตลอดชีวิต”
สวี่ชิงพยายามอดกลั้นที่จะไม่พุ่งเข้าไปบีบคอฟางหลานซิน เธอยิ้มและร่วมแสดงไปกับหล่อน “ฉันคิดได้แล้วค่ะ ฉันจะแต่งงาน! รบกวนมอบเงินเดือนของฉันในช่วงสองปีที่ผ่านมาให้ฉันด้วยนะคะ ฉันจะใช้มันเป็นสินเดิม*[1]”
ฟางหลานซินหุบยิ้มลงทันที นังโสเภณีนี่ยังจะต้องการเงินเดือนอีกนะ!
ก่อนที่หล่อนจะพูดอะไร สวี่ชิงก็พูดอีกครั้งว่า “ตอนที่ฉันทำงาน คุณบอกว่าฉันยังเด็ก ยังไม่สามารถเก็บเงินเองได้ และฉันก็ให้เงินคุณทุกเดือนเพื่อดูแลความปลอดภัย เพราะฉะนั้นในเมื่อฉันแต่งงานออกไปแล้ว คุณก็ต้องให้เงินฉันใช้เป็นสินเดิมค่ะ”
หลังจากที่ได้กลับมามีชีวิติอีกครั้งสวี่ชิงก็เข้าใจ ในเวลานั้นฟางหลานซินยินดีที่จะให้เธอทำงานเป็นพนักงานควบคุมรถที่สถานีขนส่ง แต่ยืนยันว่าจะให้สวี่หรูเยว่ไปที่ชนบท
เป็นเพราะพวกเธอเป็นยุวปัญญาชนกลุ่มสุดท้ายที่จะไปชนบท และพวกเธอยังสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หลังจากผ่านไปเพียงปีเดียว
ดังนั้นตอนนี้สวี่หรูเยว่จึงได้เป็นน้องใหม่ในมหาวิทยาลัยประจำมณทฑ แต่เธอเป็นเพียงพนักงานควบคุมรถธรรมดา ที่มีรายได้สามสิบแปดหยวนต่อเดือน
ฟางหลานซินอดกลั้นเพื่อไม่ให้ตัวเองดุด่าอะไรออกมา คำพูดนั้นก็แค่หลอกนังแพศยานี่เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วหล่อนคิดจะเก็บไว้เอง!
หล่อนมองสวี่จื้อกั๋วด้วยสีหน้าอับอาย
ใบหน้าของสวี่จื้อกั๋วมืดลงอย่างกะทันหัน “แกอยากจะเป็นหมาป่าตาขาวหรือไง? แม่ของแกอุตส่าห์ให้งานกับแก หางานสารพัดสารเพมาให้ทุกวัน แกอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้โดยไม่กินไม่ดื่มเลยรึไง? ยังกล้ามาขอเงินอีกเหรอ?”
สวี่ชิงยิ้มและพูดว่า “พ่ออย่าลืมสิ ฉันไม่ใช่แค่มอบเงินเดือนให้กับครอบครัวเท่านั้น แต่ยังให้เงินที่ได้รับจากการตัดเย็บเสื้อผ้าทุกวันตอนมีเวลาด้วย เงินมากขนาดนั้นเป็นค่ากินค่าอยู่ของฉันคนเดียวหรือไงคะ?”
สวี่จื้อกั๋วสำลัก รู้สึกว่าลูกสาวผู้หัวอ่อนเชื่อฟังตลอดเวลาคนนี้จู่ ๆ ก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
ฟางหลานซินเองก็รู้สึกไม่ดีที่สวี่ชิงไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของหล่อนอีกต่อไป
หล่อนมองไปที่สวี่ชิงด้วยดวงตาแดงก่ำ “ชิงชิง นี่ลูกคิดว่าแม่เป็นคนอย่างไรกัน?”
สวี่ชิงมองหล่อนด้วยแววตากระจ่าง “ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ แค่จู่ ๆ ก็นึกอะไรขึ้นได้”
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ประโยคเมื่อครู่กลับทำให้ฟางหลานซินตกใจ และรู้สึกว่าแววตาของหญิงสาวดูเหมือนจะเข้าใจอะไรทุกอย่างได้แจ่มแจ้ง
หลังจากที่สวี่ชิงพูดจบ เธอก็เดินไปที่ประตู เอ่ยทิ้งท้ายไว้ขณะที่เดินออกไป “ฉันจะออกไปข้างนอกนะคะ ไม่ต้องรอฉันกลับมาค่ะ”
โดยไม่สนใจปฏิกิริยาของสวี่จื้อกั๋วกับฟางหลานซิน เธอเปลี่ยนรองเท้าและออกไปอย่างรวดเร็ว
ตระกูลสวี่อาศัยในบ้านพักคนงานของโรงงานซ่อมรถยนต์ในเมืองหลวงประจำมณทฑ ผนังอาคารหลังเก่าแก่มีรอยด่างจากการถูกกัดเซาะมาหลายปีจนไม่สามารถมองเห็นสีเดิมได้
สวี่จื้อกั๋วไปที่ค่ายและรับตำแหน่งหัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัยของโรงงานซ่อมรถยนต์ ดังนั้นเขาจึงได้รีบการแบ่งอพาร์ตเมนต์แบบสองห้องนอนที่มีพื้นที่น้อยกว่าหกสิบตารางเมตร เป็นที่อาศัย
ซึ่งที่นี่ดีกว่าในอุโมงค์ใต้ดินที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่จำนวนมากอาศัยรวมตัวกัน อย่างน้อยก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ตามทางเดินเพื่อขออาหาร และไม่จำเป็นต้องวิ่งเข้าห้องน้ำสาธารณะในฤดูหนาว
ข้อเสียอย่างเดียวคือสวี่ชิงต้องถูกบีบให้อยู่ในห้องเดียวกับสวี่หรูเยว่ และทั้งสองก็ทะเลาะกันมาตั้งแต่ยังเล็ก
แต่ในทุกครั้งฟางหลานซินดุสวี่หรูเยว่ ไม่ว่าจะถูกหรือผิดหล่อนจะให้เธอขอโทษสวี่ชิง
ดังนั้นในสายตาของเพื่อนบ้านทั้งหมด ฟางหลานซินจึงเป็นแม่เลี้ยงที่ดี ในฐานะที่ยอมดุด่าลูกตัวเอง
สวี่ชิงออกมาจากทางเดินพลางครุ่นคิด และอดไม่ได้ที่จะสมเพชตัวเอง เธอช่างตาบอดจริง ๆ!
แต่ในตอนนี้ เธอมีเรื่องสำคัญมากอย่างหนึ่งที่ต้องทำ
เธอจำได้ว่าวันนี้เป็นวันเดียวกับที่สวี่หรูเยว่กลับมาในตอนเย็น และบอกว่าได้คุยกับโจวจินหนานแล้ว ทั้งยังขอให้เขายกเลิกการแต่งงานกับเธอ ด้วยเหตุนี้โจวจินหนานจึงบอกกับเธอว่าเขาเองก็ไม่ต้องการแต่งงานกับผู้หญิงที่บริสุทธิ์อย่างสวี่ชิง เพียงแต่ไม่มีทางเลือกเพราะครอบครัวบังคับ
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ สวี่หรูเยว่จะต้องพูดเรื่องไม่ดีในตอนที่เจอกับโจวจินหนานอย่างแน่นอน และโจวจินหนานก็ไม่มีทางที่จะพูดอะไรแบบนั้น
ตอนเธอเสียชีวิต โจวจินหนานก็ร้องไห้และเป็นคนฝังเธอไว้
เธอยังต้องการตอบแทนเขา
และแน่นอนว่าต้องการตอบแทนลูกที่เธอเสียไปเช่นกัน
แค่แต่งงานกับเขา ลูกของเธอก็จะกลับมา
สวี่ชิงรีบเดินไปที่เรือนพักครอบครัวของมหาวิทยาลัยในเมืองหลวงประจำมลทฑ ในเวลานี้ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวอยู่บนถนนเลย มีเพียงรถประจำทางและรถรางอยู่บ้างเป็นครั้งคราว แม้แต่จักรยานก็ยังหายาก
อาคารที่สูงที่สุดบนสองข้างทางล้วนสูงมีไม่เกินห้าชั้น และมีการทาสีสโลแกนต่าง ๆ บนผนัง
ส่วนใหญ่เป็นสโลแกนของการวางแผนครอบครัว
สวี่ชิงไม่สนใจกับการดื่มด่ำความทรงจำใด ๆ เธอแค่หวังว่าสวี่หรูเยว่จะยังไม่เลิกเรียนและยังไม่ไปหาโจวจินหนาน
คุณพ่อคุณแม่โจวต่างเป็นปัญญาชนทั้งคู่ พ่อของโจวจินหนาน คือโจวเฉิงเหวิน เป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยประจำมณฑล เนื่องจากปู่ของเขามีฝีมือทางทหารที่โดดเด่น ทศวรรษนั้นจึงกลายเป็นความวุ่นวาย
ตระกูลโจวไม่ได้รับผลกระทบมากนัก และมักจะอาศัยอยู่ในเรือนพักครอบครัวของมหาวิทยาลัยในเมืองหลวงประจำมณฑล
มันเป็นเรือนหลังเล็ก ๆ สำหรับครอบครัวเดียว และมีต้นวอลนัทสีเขียวชอุ่มอยู่หน้าประตู
สวี่ชิงมองไปที่เรือนหลังเล็กที่ยังหลงเหลือความทรงจำอันเลือนราง เธอกับโจวจินหนานต่างคนต่างหลับแยกกันคนละห้องหลังจากคืนแต่งงาน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าโจวจินหนานจงใจหลีกเลี่ยงหรือไม่
หรือเป็นเพราะเธอออกไปแต่เช้าและกลับดึก คนสองคนที่อยู่ใต้หลังคาเดียวกันจึงไม่ได้เจอกันแม้จะเป็นเวลาหลายวันแล้วก็ตาม
บรรดาครอบครัวสามีมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน และพวกเขาส่วนใหญ่ต่างดูถูกเธอ
สวี่ชิงเดินช้าลง และเริ่มครุ่นคิดในเรื่องนี้ ดูเหมือนว่าเหตุที่เธอไม่สนใจโจวจินหนาน ก็เพราะไว้ใจฟางหลานซินกับสวี่หรูเยว่มากเกินไป จึงไม่เคยคิดที่จะรู้จักชายคนนี้จริงจัง
ขณะกำลังกำลังฟุ้งซ่าน เธอก็เห็นสวี่หรูเยว่ถือกระเป๋านักเรียนทหารและเดินไปที่ประตูเล็ก ๆ ในลานบ้าน
เมื่อเธอกำลังจะเอื้อมออกไปเคาะประตู ประตูไม้สีแดงเข้มก็ค่อย ๆ เปิดออก
สุนัขทหารที่มีขนเป็นมันเงาเดินออกมาอย่างสง่างาม ตามมาด้วยโจวจินหนาน ที่บริเวณดวงตาถูกพันด้วยผ้าพันแผล
แสงแดดส่องผ่านกิ่งและใบของต้นวอลนัท ตกลงมาบนใบหน้าของเขา เคลือบจมูกโด่งเป็นสันของชายหนุ่มและไล่ระดับมาด้วยชั้นบาง ๆ เล็กน้อยของแสงสีทองอ่อน ๆ ทำให้ผิวสีเข้มดูสว่างขึ้น
เขามีไหล่กว้างผึ่งผาย เอวบาง ขายาว สวมแค่เสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบ ๆ กางเกงขายาวสีดำ
แต่งตัวดูราวกับชายหนุ่มสูงศักดิ์คนหนึ่งก็ไม่ปาน
สวี่ชิงรีบซ่อนตัวอยู่เงียบ ๆ ข้างหลังต้นหงายฉู่ข้างถนนและมองไปที่โจวจินหนาน ในเวลานี้เขาไม่มีผมหงอกที่ขมับ แม้ว่าจะดูเด็กมาก แต่เธอจำได้ว่าหน้าตาของดูเป็นอย่างไรตอนที่ร้องไห้ขณะเฝ้าร่างไร้วิญญาณของเธอ ซึ่งดวงตาเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา
สวี่หรูเยว่ไม่คิดว่าจะได้พบกับโจวจินหนานโดยบังเอิญ เมื่อมองดูสุนัขสีดำตัวใหญ่แข็งแรงที่อยู่ข้างหน้า หล่อนก็ก้าวถอยหลังอย่างเอียงอายและเผยยิ้มที่คิดว่าน่ารัก “พี่โจวคะ ฉันขอคุยกับคุณเรื่องการแต่งงานกับน้องสาวของฉันได้ไหมคะ?”
ใบหน้าเฉยชาของโจวจินหนานคลายลงเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าศีรษะเพื่อแสดงว่ากำลังฟังอยู่
แววตาของสวี่หรูเยว่เป็นประกายวาววับชั่วร้าย “บางสิ่งที่ฉันพูดอาจทำให้คุณขุ่นเคือง แต่มันเป็นเรื่องจริงจากใจน้องสาวของฉัน หล่อนบอกว่าไม่ต้องการแต่งงานกับคนน่าเกลียดอย่างคุณ คนตาบอดอย่างคุณทำให้หล่อนฝันร้าย ต่อให้หล่อนจะไม่บริสุทธิ์แล้ว หล่อนก็ขอแต่งงานกับขอทาน ดีกว่าที่จะมาแต่งงานกับคุณ…”
”สวี่หรูเยว่! หุบปาก!”
[1] ทรัพย์สินที่ฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงมีอยู่แล้วก่อนสมรส หรือทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างเป็นสามีภรรยาโดยทางพินัยกรรม หรือมีผู้ยกให้โดยเสน่หา เมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้นั้นแสดงไว้ว่าให้เป็นสินเดิม
…………………………………………………………………………………..
สารจากผู้แปล
จินหนานท่าทางจะรักชิงชิงมากนะคะ ตอนชิงชิงตายก็ยังไปเฝ้าศพ
ปากวอนโดนตบนะนังหรูเยว่ ถึงพี่เค้าจะตาบอดแต่เค้าก็รักจริงนะเออ
ไหหม่า(海馬)