เกิดใหม่เป็นภรรยาสุดโหดยุค 80 - บทที่ 171 กลอุบายชั่วร้ายเบื้องหลัง
บทที่ 171 กลอุบายชั่วร้ายเบื้องหลัง
สวี่ชิงกระซิบกับโจวจินหนานเสียงแผ่วเบา โดยไม่ทันได้สังเกตการปรากฏตัวของสวี่หรูเยว่
ในที่สุดก็ถึงคิวตรวจของสวี่ชิง ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอกำลังเข้าคิวอยู่ เธอได้เติมน้ำลงไปในกระบอกน้ำทหารของโจวจินหนานล่วงหน้า ก่อนดื่มน้ำหมดภายในอึกเดียวและเติมน้ำลงไปอีกครั้ง
ระหว่างขั้นตอนการตรวจครรภ์ พวกเขาจะไม่ชอบให้ผู้มาตรวจดื่มน้ำน้อยจนเกินไป หรือดื่มน้ำไม่พอ เพราะนั่นจะทำให้มองไม่เห็นอะไรเลย
สวี่ชิงจึงดื่มน้ำเรื่อย ๆ!
สวี่ชิงทำอะไรไม่ถูก เดินไปที่ห้องน้ำพร้อมกับโจวจินหนาน อีกทั้งยังหยิบกระบอกน้ำขึ้นมาดื่ม
โจวจินหนานรู้สึกลำบากใจเมื่อเห็นสวี่ชิงดื่มน้ำมากเกินไป ก่อนจะลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “หรือเราไม่ต้องตรวจครรภ์กันดีครับ คุณย่าก็บอกว่าลูกสบายดีไม่ใช่เหรอ”
สวี่ชิงใช้หลังมือเช็ดหยดน้ำบนริมฝีปาก พลางส่ายหน้า “แต่นี่มันไม่เหมือนกันนะคะ ตรวจครรภ์แบบนี้มันน่าทึ่งมาก มันจะเป็นรูปแรกของลูกเรา และจะได้เห็นว่าลูกในท้องเป็นยังไงบ้าง”
โจวจินหนานมองดูสวี่ชิงที่ดื่มน้ำเข้าไปอึกใหญ่อย่างรวดเร็ว ดวงตาของเธอปรากฏชั้นสีแดงจางๆ แต่เธอก็ยังยิ้มสดใส ในแววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง เขาจึงหัวใจอ่อนยวบและยังคงตั้งตารอ “ก็ได้”
สวี่ชิงคอยพูดกระตุ้นโจวจินหนานที่อยู่ด้านข้าง “คุณไปเอาน้ำมาอีกสิคะ ฉันไม่คิดว่าหลังจากนี้มันจะพอดื่ม”
หลังจากออกไปเดินเล่นในสวนสักพักหนึ่ง เธอก็เริ่มรู้สึกทนไม่ไหว และรีบไปตรวจครรภ์
ผลลัพธ์การตรวจถือว่าไม่เลว แต่เทคโนโลยีการถ่ายภาพในปัจจุบันนี้ยังแย่มาก มีแต่ความมืดหม่น ไม่อาจมองเห็นอะไรได้เลย
สวี่ชิงรับภาพถ่ายครรภ์มาด้วยความผิดหวังสุดเกินจะบรรยาย เธอลองนำภาพถ่ายออกไปส่องกับแดดสักพัก แต่รูปถ่ายก็ยังมืดสนิทอยู่ดี
เห็นแล้วก็หงุดหงิดเล็กน้อย “ให้ตายเถอะ ให้เรามาดูจุดสีดำนี่น่ะเหรอ มองไม่เห็นอะไรเลย น่าหงุดหงิดชะมัด”
โจวจินหนานยิ้มอย่างอ่อนโยนและส่งผ้าเช็ดหน้าให้สวี่ชิง “เช็ดเหงื่อก่อนครับ หมอก็บอกว่าสุขภาพแข็งแรงดีไม่ใช่เหรอ ไม่เป็นอะไรหรอก”
สวี่ชิงมองดูรูปภาพอีกครั้ง มองไปที่โจวจินหนานด้วยสายตาเป็นประกาย และทันใดนั้นเธอก็เกิดความคิดว่า “เราไปถ่ายรูปกันมั้ยคะ? ควรจะถ่ายไว้ตั้งแต่แต่งงานแล้ว ตอนนี้เราไปทำมันให้เสร็จกันเถอะ”
โจวจินหนานไม่ชอบถ่ายรูป แต่เมื่อเห็นว่าสวี่ชิงชอบ เขาก็ได้แต่ตามเธอไปที่สตูดิโอถ่ายภาพ
ภาพถ่ายมีทั้งหมดสองประเภท ประเภทหนึ่งเป็นรูปขาวดำ ส่วนอีกประเภทหนึ่งเป็นภาพสีสังเคราะห์
ซึ่งภาพถ่ายสีจะมีราคาแพงมากกว่า
สวี่ชิงตัดสินใจเลือกภาพสีสังเคราะห์ที่ไม่มีพื้นหลังอะไร ทั้งสองนั่งเคียงข้างกันอยู่บนม้านั่ง มีฉากภูเขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะตั้งอยู่เบื้องหลัง
ช่างภาพไม่ได้ถามถึงระยะห่างระหว่างทั้งสอง ถึงอย่างไรในยุคนี้ก็ไม่มีใครบอกให้เข้าใกล้กันมากขึ้น
ตราบใดที่พวกเขาทั้งสองนั่งตัวตรง ก็ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้ทั้งสองแสดงออกทางสีหน้า
สวี่ชิงรอให้โจวจินหนานนั่งตัวตรงก่อนจะค่อย ๆ ลงไปนั่งข้างเขา เอนศีรษะผิงไหล่อีกฝ่าย แล้วจึงฉีกยิ้มหวานจนตาหยี
ช่างภาพอึ้งไปชั่วขณะ เขาไม่เคยเห็นผู้หญิงที่กล้าหาญเช่นนี้มาก่อน แม้ว่าคู่รักทั้งหลายจะแต่งงานกันแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทางสนิทสนมและฉีกยิ้มออกมาเป็นธรรมชาตินัก
หลังจากที่ตกตะลึงอยู่พักหนึ่ง เขาก็กดถ่ายรูปอย่างคล่องแคล่ว
วันนี้สวี่ชิงอยู่ในชุดกระโปรงลายดอกไม้ ถักเปียยาวพาดกับไหล่มน ดูขี้เล่นและน่ารัก
เธอยังเอื้อมมือออกไปโอบรอบเอวโจวจินหนาน ถ่ายรูปยืนหนึ่งใบ และรูปเดี่ยวอีกสองใบ
นอกจากนี้เธอยังขอให้ช่างภาพขยายรูปที่ทั้งสองคนนั่งอยู่บนม้านั่ง เพื่อที่จะเอาไปอัดกรอบแขวนไว้บนหัวเตียง
สวี่ชิงยังคงรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยเมื่อออกมาจากสตูดิโอถ่ายภาพ “เดี๋ยวค่อยกลับมาดูใหม่นะคะ ถ้าดีค่อยเอามาขยายรูปเพิ่มแล้วเอาไปไว้ที่บ้าน”
โจวจินหนานไม่ได้ออกความคิดเห็นอะไร ขอเพียงสวี่ชิงมีความสุขก็พอใจแล้ว
ทั้งสองกลับไปที่บ้านและบอกสถานการณ์เกี่ยวกับการตรวจครรภ์ให้เฟิงซูฮวาฟัง จากนั้นสวี่ชิงจึงขอให้โจวจินหนานพักอยู่ที่บ้าน ส่วนเธอจะเข้าไปดูร้าน
หลังจากจักรยานพัง เธอต้องเดินเท้าไปทุกหนทุกแห่งด้วยตนเอง ซึ่งไม่สะดวกเป็นอย่างยิ่ง
สวี่ชิงจึงมีความคิดที่จะซื้อรถจักรยานอีกคัน
ตอนนี้ที่ร้านอาหารกำลังยุ่งมาก สวี่ชิงเดินเข้าไปในร้าน ล้างมือและหยิบผ้ากันเปื้อนขึ้นมาผูก เดิมทีเธอมักจะคอยช่วยคุณอาเชียวเฟิ่งเตรียมอาหารให้เรียบร้อย
แต่เมื่อซุนเชียวเฟิ่งเห็นสวี่ชิง หล่อนก็พูดขึ้นว่า “เธอพักผ่อนอยู่บ้านก็ได้นะ มาทำอะไรที่ร้าน?”
สวี่ชิงยิ้ม “ฉันไม่เป็นอะไรค่ะ เห็นว่าวันนี้มีคนเยอะก็เลยอยากมาช่วย”
ซุนเชียวเฟิ่งพยักหน้า “สองสามวันมานี้คนเยอะมาก พวกยุวปัญญาชนยังไม่ฝึกงานกันไม่เสร็จ บางคนก็ลากครอบครัวไปด้วย”
ต่อให้มีผู้คนจำนวนมาก แต่สวี่ชิงก็ยังขอให้พนักงานเตรียมอาหารเท่าเดิมทุกวัน หากขายหมดไวก็จะกลับบ้านไว เธอจะไม่เตรียมวัตถุดิบเผื่อไว้สำหรับคนจำนวนมาก
สวี่ชิงเหลือบมองคนที่กำลังรับประทานอาหารอยู่ในร้าน ภายในร้านมีโต๊ะอยู่เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น หากลูกค้าหาโต๊ะนั่งไม่ได้ พวกเขาก็จะออกไปนั่งยอง ๆ กินที่ด้านนอก
ทว่าในฤดูหนาวจะทำเช่นนั้นไม่ได้ พวกเธอจะต้องต่อรองกับทางสถานีเพื่อขอเปิดแผงลอยในห้องพักของผู้โดยสาร จากนั้นจึงเข็นอาหารไปขายในห้องพักผู้โดยสาร
ผู้คนจะเข้ามากินกันมากขึ้น โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกแช่แข็ง
ขณะที่สวี่ชิงกำลังคิดคำนวณอยู่ในใจ เธอก็ได้ยินเสียงดังมาจากทางด้านหลัง และตามมาด้วยเสียงกรีดร้อง
เธอรีบวางช้อนบนจานข้าวลง มองดูคนยืนมุงเป็นวงกลมอยู่ด้านนอก หลังจากแทรกตัวเขาไปเธอพบเข้ากับชายหนุ่มที่นอนอยู่ในที่โล่งแจ้ง ฟองไหลออกมาจากปาก พร้อมกับเศษอาหารที่อยู่ข้างเขา
เสียงกระซิบดังขึ้น “หรือว่าอาหารจะบูด?”
“ดูเหมือนว่าจะมีพิษนะ ไม่น่าใช่อาหารบูดหรอก”
“ฉันกินเข้าไปเยอะเลย”
“ฉันก็กินไปเหมือนกัน ร้านนั้นอำมหิตเกินไปแล้ว เราไปสถานีกันเถอะ”
สวี่ชิงเหลือบมองคนที่พูดจาเหยียดหยาม และจึงก่นด่าด้วยเสยงเรียบ “หุบปาก!”
แม้ว่าน้ำเสียงจะไม่ดัง แต่ค่อนข้างน่าเกรงขาม ฝูงชนบริเวณโดยรอบเงียบไปครู่หนึ่งขณะจ้องมองมาที่สวี่ชิง
สวี่ชิงเดินเข้าไปนั่งยอง ๆ เอื้อมมือออกไปบีบคางของชายหนุ่มแน่นเพื่อป้องกันไม่ให้เขากัดลิ้นตัวเอง จากนั้นจึงหยิบตะเกียบที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมา ใส่เข้าไปปากของอีกฝ่าย เรียกหู่จือให้มาช่วยถือตะเกียบ อย่าให้เขากัดลิ้นตัวเองเด็ดขาด
เมื่อพิจารณาจากอาการของชายหนุ่ม อาการของเขาน่าจะเป็นโรคลมบ้าหมูที่ปรากฏอยู่ในหนังสือที่คุณย่าให้เธอมา หรืออีกชื่อหนึ่งคืออาการแกะบ้า
เนื่องจากไม่มีเข็มทอง จึงไม่สามารถฝังเข็มลงตามจุดศีรษะ แขนและขาได้ ชายหนุ่มคนดังกล่าวจึงถูกจับให้นอนตะแคงด้านข้าง และใช้ข้อนิ้วกดลงบนจุดลมบ้าหมูที่อยู่บริเวณกลางหลัง
เมื่อข้อนิ้วเจ็บแปลบและออกชา อาการชักของอีกฝ่ายก็บรรเทาลง
กล้ามเนื้อใบหน้าค่อย ๆ คลายตัว
ฝูงชนรอบข้างต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก นึกไม่ถึงว่าสวี่ชิงจะมีความรู้ทางด้านการแพทย์
ชายหนุ่มสะลืมสะลืออยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ
สวี่ชิงขอให้หู่จือช่วยเขาให้ลุกขึ้นนั่ง และสอบถามด้วยความเป็นห่วงว่า “ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วใช่มั้ยคะ?”
ชายหนุ่มถอนหายใจ ดวงตาของเขาหมองคล้ำเล็กน้อย เขาหันไปมองสวี่ชิงและค่อย ๆ ขยับเขยื้อนริมฝีปาก “อาหารร้านนี้มีพิษ ผมถูกวางยาพิษในอาหาร”
สวี่ชิงขมวดคิ้ว เธอช่วยเหลือคนเนรคุณคนนี้ด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้กลับต้องมาโต้เถียงกลับ “นายป่วยเป็นโรคอะไร นายไม่รู้ตัวเองเลยหรือไง?”
ชายหนุ่มรีบส่ายหัว “ไม่ ผมไม่ได้ป่วย ผมถูกวางยาพิษจากอาหารร้านนี้ หลายคนที่นี่ก็เห็น”
เขาพูดขณะเอื้อมมือไปคลำหาบนพื้น ราวกับกำลังหลักฐานมาสนับสนุนตนเอง
สวี่ชิงยิ้ม “ฉันช่วยคุณขนาดนี้ คุณยังจะกล่าวหาร้านฉันอีกเหรอ?”
ชายหนุ่มสองจิตสองใจอยู่ครู่หนึ่ง “ร้านคุณเหรอ?”
ใบหน้าของสวี่ชิงเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่งในทันที หันไปมองชายหนุ่มด้วยสายตาเฉียบคม “หู่จือ ไปแจ้งตำรวจที่สถานี!”
ชายหนุ่มตื่นตระหนกอยู่ครู่หนึ่ง คิดพยายามจะหยุดเธอ แต่กลับพบว่ามีบางอย่างติดอยู่ในลำคอของเขา จนไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
เป็นลิ่วล้อใครส่งมาทำร้ายสวี่ชิงหรือเปล่าเนี่ย มีพิรุธนะ
ไหหม่า(海馬)