เกิดใหม่เป็นภรรยาสุดโหดยุค 80 - บทที่ 164 เส้นทางความรักของคู่สามีภรรยา
บทที่ 164 เส้นทางความรักของคู่สามีภรรยา
โจวจินหนานขมวดคิ้วนิด ๆ “ผมจะกลับไปประจำการที่ตำแหน่งเดิม อยู่ที่นี่ต่อไม่ได้”
เฉินหยิงพอได้ฟังก็ร้อนใจ รีบรุดไปนั่งตรงข้ามกับโจวจินหนาน “ทำไมหลานไม่อยู่ประจำการที่นี่ เงื่อนไขของหลานอยู่ที่นี่ได้นะ ถึงตอนนั้นให้ปู่ของหลานหาตำแหน่งที่ใกล้ ๆ บ้านก็ได้ หลานจะได้กลับบ้านทุกสัปดาห์”
โจวจินหนานมองไปทางโจวคังอัน “คุณปู่ก็คิดอย่างนี้เหมือนกันเหรอครับ?”
เฉินหยิงกลัวว่าโจวคังอันจะเปลี่ยนใจ พูดรีบต่อว่า “จินหนาน คิดดูสิว่าหลานกับชิงชิงเพิ่งแต่งงาน ถ้าแยกจากกันอีก อีกนานแค่ไหนถึงจะได้เจอหน้ากัน ถ้าพวกเธอมีลูก ชิงชิงเลี้ยงหลานคนเดียวจะลำบากขนาดไหน?”
โจวจินหนานขมวดคิ้วราวกับกำลังครุ่นคิดว่าควรพูดว่าอะไร ขณะที่สวี่ชิงแทบไม่คิดอะไรให้มากความ
สวี่ชิงที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ฟังแล้วก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จากความดีความชอบของโจวจินหนานในครั้งนี้ รวมทั้งเหตุผลด้านสุขภาพ ก็สามารถยื่นเรื่องขอทำงานในมณฑลได้ เมื่อไปแล้วเขาจะยิ่งมีตำแหน่งก้าวหน้ากว่าเดิมด้วยซ้ำ
เห็นชัดว่าโจวจินหนานปฏิเสธ คิดดูก็รู้แล้วว่าคนมั่นคงซื่อตรงไม่ยกยอประจบสอพลอใครแบบเขา จะคิดถึงประโยชน์ส่วนตัวได้อย่างไร?
จิตใจที่อุทิศตนเพื่อส่วนรวมแบบนั้น สวี่ชิงทำไม่ได้หรอก
แต่เธอกลับเข้าใจเขา แล้วส่งยิ้ม “คุณย่าคะ คุณปู่คะ ฉันเคารพการตัดสินใจของจินหนานค่ะ”
เฉินหยิงมุ่นคิ้ว “ชิงชิง เธอยังไม่รู้ว่าตอนนี้ชายแดนวุ่นวายขนาดไหน ถ้าจินหนานไปแล้วเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาเธอจะทำยังไง ครั้งก่อนโชคดีหรอกถึงได้บาดเจ็บแค่ดวงตาเท่านั้น”
สวี่ชิงยังคงยิ้ม “คุณย่า บางเรื่องก็ต้องมีคนทำ ถ้าเขายินยอมฉันก็พร้อมสนับสนุน อย่างมากก็แค่เขาไปไหนฉันไปด้วย ถ้าไม่สามารถไปด้วยได้ ฉันก็จะอยู่ในเมืองนี้รอเขากลับมาค่ะ”
เธอพูดทั้งที่หน้ายังยิ้มแย้มอยู่ ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความหนักแน่นไม่ระคายสงสัยแม้เพียงเล็กน้อย
โจวจินหนานพลันคลายคิ้วที่ขมวดกันอยู่ ดวงตาที่จ้องมองสวี่ชิงเปล่งแสงสว่างสดใส
ภายในใจของโจวจินหนานจริง ๆ แล้วค่อนข้างถือว่าผู้ชายเป็นใหญ่อยู่เล็กน้อย แม้เขาเลือกเงื่อนไขที่ไม่มีอะไรดีกับสวี่ชิงได้ แต่เขาไม่อาจละทิ้งตำแหน่งหน้าที่ของตัวเองได้ กระทั่งการตัดสินใจทุกอย่าง ก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องปรึกษากับสวี่ชิงก่อน
เฉินหยิงยิ่งขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม มองสวี่ชิงอย่างไม่พอใจนัก “เป็นแบบนั้นเธอจะยิ่งลำบากมากนะ”
โจวคังอันกระแอมไอหนัก ๆ เสียงหนึ่ง “เอาล่ะ ในเมื่อจินหนานตัดสินใจแล้ว พวกเราก็เคารพการตัดสินของเขาเถอะ นี่คือหน้าที่การงานของเขา! ถ้าต้องไปก็ยิ่งต้องระวังตัวให้มาก”
โจวจินหนานพยักหน้า “คุณปู่โปรดวางใจเถอะครับ ผมจะระวังตัวไว้”
เฉินหยิงยังคงไม่พอใจ แต่ก็พูดอะไรไม่ได้ ระหว่างทางที่มาโจวคังอันรับปากนางแล้วแท้ๆ ว่าจะเกลี้ยกล่อมให้โจวจินหนานอยู่ที่มณฑลนี้ต่อ ผลลัพธ์สุดท้ายเขาดันกลับคำพูด
ประชาชนทั่วไปไม่มีใครรู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั่น แต่พวกเขารู้
แล้วนางจะทำใจปล่อยให้หลานออกไปยังสถานที่ทั้งลำบากและอันตรายที่สุดแบบนั้นได้อย่างไร
สวี่ชิงเข้าใจความคิดของเฉินหยิงเช่นกัน เพราะใจจริงเธอก็อยากให้โจวจินหนานประจำการอยู่ในเมืองนี้ แต่เธอรู้ว่าไม่อาจทำแบบนั้นได้
เฉินหยิงกับโจวคังอันนั่งอยู่สักครู่หนึ่ง ถึงค่อยจากไปอย่างตัดใจไม่ลง
ก่อนจะจากไป เฉินหยิงก็ดึงมือสวี่ชิงมาจับไว้ “มีเวลาก็กลับบ้านมาเยี่ยมพร้อมกับจินหนานนะ ต่างก็เป็นครอบครัวเดียวกันจะไม่ให้กระบวยแตะกระทะได้อย่างไร* เธอก็ช่วยชี้แนะจินหนานหน่อยนะ”
*เป็นสุภาษิต หมายถึง คนที่อยู่ด้วยกัน ยากที่จะไม่มีการทะเลาะกัน เหมือนลิ้นกับฟันย่อมต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง
สวี่ชิงเพียงแค่ส่งยิ้ม ในใจคิดว่าเธอคงชี้แนะเขาไม่ไหว โดยเฉพาะเรื่องที่ซูฮุ่ยหรูทำ หากเฉินหยิงรู้ก็คงไม่มีทางให้อภัยเช่นกัน
เมื่อเดินไปส่งเฉินหยิงคู่สามีภรรยาเฒ่า สวี่ชิงถึงกลับมาล้างหน้าล้างตา
โจวจินหนานนั่งอยู่หน้าโต๊ะตัวเล็กมองสวี่ชิงล้างหน้าแปรงฟันอยู่อีกทาง เขาสัมผัสได้ระหว่างที่สวี่ชิงเดินไปส่งเฉินหยิงกับโจวคังอันเสร็จกลับมาแล้ว ทั้งร่างก็แผ่ไอเย็นยะเยือกออกมา
เห็นชัดว่าเธอกำลังโกรธ ครุ่นคิดพักหนึ่งก็ไม่รู้ว่าสวี่ชิงโกรธทำไม
มองสวี่ชิงที่นั่งอยู่โต๊ะด้านหน้า เขาก็รีบยื่นถ้วยโจ๊กให้สวี่ชิงหนึ่งชาม “เมื่อเช้าผมไปซื้อมา ยังร้อนอยู่”
สวี่ชิงคีบปาท่องโก๋มากินพร้อมกันด้วยท่าทางเชื่องช้า แม้แต่สายตายังไม่มองโจวจินหนานเลยสักแวบหนึ่ง
ในใจโจวจินหนานยิ่งว้าวุ่น ยื่นผักเคียงไปด้านหน้าสวี่ชิง “อันนี้ผมทำเอง คุณลองชิมดูสิว่ารสชาติเป็นยังไง”
สวี่ชิงถึงค่อยปรายตามองเขาแวบหนึ่ง แล้วคีบผักเคียงมากิน
ใจโจวจินหนานพลันอยู่ไม่สุข ลังเลสักพัก “คุณอารมณ์ไม่ดีหรือ”
สวี่ชิงแค่นเสียงคำหนึ่ง “เปล่า”
โจวจินหนานยังคิดจะถามต่อ ผางเจิ้งหัวกับหู่จือก็มาหยิบของพอดี สวี่ชิงกินข้าวเช้าอีกสองสามคำก็ตามพวกเขาไปที่ร้านด้วยกัน
ตอนเดินไปเธอยังไม่ทักบอกโจวจินหนานอีกด้วย
ในใจโจวจินหนานว้าวุ่นไปแล้วโดยสิ้นเชิง ยืนยันได้แล้วว่าสวี่ชิงโกรธเขาจริง ๆ แต่เขาคิดไม่ออกทำไมจู่ ๆ สวี่ชิงถึงโกรธ
ตอนย่ากับปู่อยู่ เธอยังดีๆ อยู่เลยไม่ใช่เหรอ?
โจวจินหนานขมวดคิ้วแล้วเก็บกวาดบ้าน แล้วไปดูหน้าหมาของไป๋หลางเสียหน่อย ซึ่งมันยังบวมอยู่ ดูแล้วทั้งอัปลักษณ์ทั้งดูโง่
เขาตบศีรษะของไป๋หลาง “นายดูสิว่านายโง่ขนาดไหน ถึงให้แมงป่องต่อยเอาได้เนี่ย”
ไป๋หลางขู่เสียงต่ำใส่เขาสองทีอย่างไม่พอใจ วางศีรษะไว้บนหน้าขาสองข้างที่เหยียดตรง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
โจวจินหนานลูบศีรษะไป๋หลาง ตอนที่เตรียมจะลุกขึ้นก็มองเห็นแมงป่องตัวหนึ่งปรากฏข้างผนัง แม้ถูกพิษของยาที่โรยเอาไว้ริมผนัง มันก็ยังขดตัวพร้อมกับดิ้นรนต่อสู้ และพยายามปีนขึ้นตัวของไป๋หลาง
สุดท้ายมันก็หยุดชักดิ้นชักงอตายไป
หลังช่วงเช้าผ่านไป แมงป่องก็มาอีกสองตัว เป้าหมายชัดเจนว่ามาเพื่อปีนตัวไป๋หลางเท่านั้น แต่น่าเสียดายที่ต่างก็ถูกพิษของผงยาตายทั้งหมด
ทำให้โจวจินหนานอดสงสัยไม่ได้ เป็นเพราะกลิ่นตัวของไป๋หลางดึงดูดแมงป่อง หรือว่าใกล้ ๆ ที่นอนของไป๋หลางมีของอะไรดึงดูดแมลงป่องมากันแน่?
คิด ๆ ดูแล้วเขาก็เดินไปหยิบพลั่วมา ขุดตรงที่ไป๋หลางชอบปีนมานอนเป็นประจำ ผลลัพธ์กลับไม่พบอะไร
โจวจินหนานมองไป๋หลางอีกครั้ง หรือว่าปัญหามันจะอยู่ที่ตัวของไป๋หลาง
สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจพาไป๋หลางไปอาบน้ำดี ๆ ที่แม่น้ำ หรือเป็นเพราะไม่ได้อาบน้ำนาน กลิ่นของมันจึงดึงดูดแมงป่องมามากเกินไป
เขาพาไป๋หลางไปอาบน้ำที่แม่น้ำเสร็จ ครั้นเห็นว่าเริ่มสายแล้ว ก็พาไป๋หลางไปหาสวี่ชิงที่สถานีรถไฟ
เมื่อคิดว่าสวี่ชิงยังโกรธอยู่ เขาคิดครึ่งค่อนวันก็เดินไปซื้อน้ำตาลห่อหนึ่งกับแอปเปิ้ลสองสามลูกมาด้วย
สวี่ชิงไม่ได้โกรธจริง ๆ เช่นกัน เพียงแต่อยากเปลี่ยนข้อเสียที่มีอะไรก็ไม่ยอมพูดกับเธอของโจวจินหนาน
ในเมื่อเป็นสามีภรรยากัน เรื่องชีวิตเกี่ยวกับคนสองคนก็ควรปรึกษาเธอหน่อย พูดสักคำก็ยังดี
ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่สนับสนุนเสียหน่อย!
ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจให้โจวจินหนานได้ลิ้มรสชาติของการคิดทำอะไรคนเดียวโดยไม่บอกเธอก่อนว่ามันเป็นอย่างไร!
เมื่อโจวจินหนานมาถึงร้าน สวี่ชิงเพียงมองเขาแวบหนึ่งก็ก้มหน้าทำกับข้าวต่อ
โจวจินหนานพาไป๋หลางไปรออยู่พื้นที่สงบนอกร้าน
ตอนที่รอจนคนน้อยลงแล้วถึงเดินเข้าไป เขาก็ได้ยินผางเจิ้งหัวกำลังพูดกับสวี่ชิงเรื่องไปหลงซีพอดี
โจวจินหนานตะลึงเล็กน้อย มองสวี่ชิง “คุณจะไปหลงซีเหรอ?”
สวี่ชิงพยักหน้า “ใช่ค่ะ พวกเราวางแผนว่าจะขยายร้าน ฤดูหนาวน่าจะต้องใช้ถ่านไม่น้อย ตอนนี้ถ่านเป็นสินค้าควบคุมปริมาณการซื้อ ฉันเลยอยากไปดูเหมืองถ่านหินที่หลงซีดูหน่อย”
โจวจินหนานมุ่นคิ้ว “ทำไมผมไม่เห็นได้ยินคุณบอกอะไรเลย?”
หากต้องการถ่าน เขาสามารถหาคนมาช่วยจัดการให้ได้
ในใจพลันรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา ความรู้สึกไม่สบายใจนี้ทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจนิดหน่อย แต่ไม่รู้ว่าควรแสดงออกมาอย่างไร
สวี่ชิงขมวดคิ้วมองโจวจินหนาน “คุณก็ไม่เคยปรึกษาเรื่องงานของคุณกับฉันก่อนเหมือนกันไม่ใช่เหรอคะ? นี่ก็เป็นงานของฉันเหมือนกัน แล้วก็ไม่ได้ทำเรื่องอะไรไม่ดีด้วย”
ประโยคนี้ทำให้โจวจินหนานถึงกับพูดไม่ออก เพียงจ้องสวี่ชิงด้วยสายตาล้ำลึก ที่แท้เธอก็โกรธเรื่องนี้เอง!
สวี่ชิงมองท่าทางเป็นใบ้ของโจวจินหนานแล้วก็เหยียดยิ้ม “เรื่องนี้เรากลับไปค่อยพูด ตอนนี้ไม่ยุ่งแล้ว งั้นพวกเรากลับไปเถอะ บ่ายต้องไปรับคุณย่ามาอีก”
ระหว่างทางขากลับ โจวจินหนานคิดจะอธิบายให้สวี่ชิงฟัง แต่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร
จึงได้แต่ว้าวุ่นใจมาตลอดทาง ตอนมาถึงบ้าน สวี่ชิงมองประตูใหญ่ที่ปิดครึ่งหนึ่ง แล้วมองโจวจินหนานอย่างตกใจ “ตอนคุณไป คุณไม่ได้ล็อคประตูเหรอคะ?”
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
สารภาพบาปกับเมียดีๆ เลยพี่หนาน มีอะไรทำไมไม่พูดกับชิงชิง แถมยังไม่ล็อกประตูบ้านอีก มันน่าตีไหมเนี่ย
ทำไมแมงป่องมาหาไป๋หลางเยอะขนาดนี้นะ มีใครปล่อยของใส่หรือเปล่า
ไหหม่า(海馬)