เกิดใหม่เป็นภรรยาสุดโหดยุค 80 - บทที่ 162 จะเอาใจแต่ภรรยาไม่ได้
บทที่ 162 จะเอาใจแต่ภรรยาไม่ได้
แน่นอนว่าโจวจินหนานรู้ว่าเกาจ้านอยู่ที่ไหน เพราะสองสามวันก่อนเกาจ้านยังมานั่งกินนั่งดื่มที่บ้านเขาอยู่เลย แต่เขากลับไม่บอกเรื่องนี้กับสองแม่ลูกตู้เว่ยหัว “ไม่รู้ครับ”
ตู้เว่ยหัวไม่ค่อยเชื่อคำพูดของโจวจินหนาน หล่อนมองน้ำอัดลมในมือสองขวดของเขาแล้วถามขึ้น “นี่เธอจะไปไหนเหรอ?”
โจวจินหนานเองก็ไม่ได้ปิดบัง “สถานีรถไฟครับ”
ตู้เว่ยหัวคิดสักพัก “พอดีเลย น้าเองก็ไม่มีเรื่องอะไรให้ทำ ไปดูร้านของภรรยาเธอเสียหน่อยดีกว่า”
โจวจินหนานยากจะปฏิเสธ จึงได้แต่พาสองแม่ลูกไปสถานีรถไฟ
เจียงช่านช่านที่เงียบมาตลอดถามอย่างแปลกใจ “พี่โจวคะ น้ำอัดลมของคุณหรือคะ”
โจวจินหนานตอบเรื่อยเปื่อย “ซื้อให้สวี่ชิง”
ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นการยอมความอยู่แล้ว
ตู้เว่ยหัวฟังอยู่ข้าง ๆ มุ่นคิ้ว “ไม่มีใครตามใจภรรยาขนาดนี้หรอกนะ ผู้ชายควรเป็นเสาหลักครอบครัวสิ มีอย่างที่ไหนใช้ชีวิตขึ้นอยู่กับภรรยาตลอด เธอตามใจหล่อนแบบนี้ ต่อไปคนที่เสียใจจะเป็นเธอนะ”
เมื่อก่อนโจวจินหนานเพียงไม่ชอบตู้เว่ยหัว แต่ตอนนี้เขาพลันเกลียดหล่อนขึ้นมาแล้ว
สวี่ชิงเห็นโจวจินหนานพาตู้เว่ยหัวกับเจียวช่านช่านเดินเข้ามาก็ตะลึงนิดหน่อย แต่ต่อหน้าเธอก็ทักทายอย่างเป็นมิตร “น้าสะใภ้มาแล้วหรือคะ”
ตู้เว่ยหัวยิ้มแก้เก้อ ก่อนมองสภาพแวดล้อมของร้านรอบ ๆ แล้วเริ่มบ่นจุกจิก “ร้านนี้พวกเธอจะหาเงินได้เท่าไรกันเชียว ทั้งลำบากทั้งยังดูแลบ้านไม่ได้ ไม่สู้หางานสักงานทำไม่ดีกว่าเหรอ?”
สวี่ชิงไม่ต่อล้อต่อเถียงหล่อน คนแก่หัวแข็งแบบนี้ ขืนพูดมากหนึ่งประโยคก็มีแต่คำพูดไร้สาระ
ตอนตู้เว่ยหัวมาที่ร้านก็ไม่ได้ยุ่งพอดี จึงไม่มีลูกค้ามาซื้อข้าวกิน
ดังนั้นจึงเป็นการยืนยันความคิดของหล่อนว่าร้านของสวี่ชิงทำกำไรไม่ได้ หลังจากนั่งลงก็วางตัวเป็นผู้อาวุโสเริ่มต้นสั่งสอนสวี่ชิง “เธอเป็นแบบนี้ไม่ได้นะ ผู้หญิงหลังจากแต่งงานไปก็ต้องเห็นเรื่องของสามีเป็นสำคัญ ดูแลสามีและลูก เธอทำงานยุ่งอยู่ข้างนอกทั้งวัน ต่อไปถ้ามีลูกแล้วจะทำยังไง”
สวี่ชิงรู้สึกประหลาดใจมาก “มีลูกก็เลี้ยงเองสิคะ”
ตู้เว่ยหัวแสดงสีหน้าไม่เห็นด้วยอย่างมาก “จินหนานทำงานกลับมาก็ลำบากแล้ว เธอต้องเรียนรู้การเอาใจเขามาใส่ใจเรา หางานที่มั่นคงสักงาน เลิกงานตรงเวลา สามารถดูแลเรื่องในบ้านและลูกได้จะดีที่สุด”
สวี่ชิงมองตู้เว่ยหัวราวกับตัวประหลาด “น้าสะใภ้ นี่มันยุคสมัยไหนแล้วคะ ไม่ใช่ว่าคนอื่นๆ ต่างพูดกันว่าผู้หญิงก็เป็นท้องฟ้าอีกครึ่ง*กันหมดแล้วเหรอ ความคิดของคุณน้ายังล้าหลังขนาดนี้อยู่เลยเหรอคะเนี่ย”
*ในสมัยจีนปฏิวัติ ผู้หญิงใช้คำนี้ปลดปล่อยสตรีจากกฎเดิมเกณฑ์เดิม ๆ ที่ล้าหลัง ให้เท่าเทียม
ตู้เว่ยหัวคิดว่าตัวเองนั้นพูดด้วยความหวังดีทั้งนั้น แต่กลับถูกสวี่ชิงคิดว่าหล่อนว่าร้าย “ฉันพูดเพราะหวังดีกับเธอต่างหาก”
สวี่ชิงเกลียดการถือเอาตัวเองเป็นใหญ่ดูถูกความคิดคนอื่นแบบนี้ที่สุด ไม่ว่าคนอื่นจะรับหรือไม่รับก็ปั้นหน้าว่าฉันพูดเพื่อเธอ เธอจึงยกยิ้ม “งั้นคงรบกวนน้าสะใภ้แล้วค่ะ งั้นต่อไปถ้าช่านช่านจะแต่งงาน เพื่อเลี้ยงลูกสนับสนุนสามีก็ต้องกลับบ้านมาทำกับข้าวทำงานบ้านให้สามีมือระวิงอย่างนั้นหรือคะ”
ใบหน้าของตู้เว่ยหัวเปลี่ยนเป็นย่ำแย่ทันที “จะเหมือนกันได้ยังไง ช่านช่านมีงานเป็นหลักแหล่งนะยะ”
สวี่ชิงมุ่นคิ้ว “ทำงานมีแบ่งสูงต่ำด้วยเหรอคะ การปฏิวัติแบ่งภาระงานไม่เหมือนกัน พวกเราทั้งหมดต่างก็เพื่อบริการประชาชน! ความคิดน้าสะใภ้ที่เป็นแบบนี้ใช้ไม่ได้เลยนะคะ”
เธอเองก็ไม่ได้โกรธเคืองเช่นกัน กลับเป็นตู้เว่ยหัวที่พูดสิ่งใดไม่ออก สุดท้ายก็จากไปพร้อมกับเจียงช่านช่านด้วยสีหน้าอับอาย
สวี่ชิงยู่ปากขณะมองโจวจินหนาน “ถ้าไม่ใช่เพราะว่าหล่อนเป็นภรรยาของสหายร่วมรบของคุณ ฉันคงไม่ปฏิบัติกับหล่อนอย่างเกรงใจแบบนี้หรอกค่ะ”
โจวจินหนานยิ้มแล้วส่งน้ำอัดลมไปให้เธอ “ไม่ต้องสนใจหล่อน และหล่อนก็ไม่ใช่คนสำคัญอะไรด้วย ดื่มน้ำอัดลมหน่อยไหมครับ?”
สวี่ชิงหางคิ้วชี้ขึ้นยิ้มขึ้นมาทันที “คุณซื้อมาให้ฉันโดยเฉพาะเลยเหรอ คิดยังไงถึงซื้อน้ำอัดลมมาให้ฉันคะ ซื้อให้ฉันหรือว่าซื้อให้ลูกน้อยคะ”
โจวจินหนานพลันไม่รู้ว่าควรจะตอบสวี่ชิงอย่างไร ลูกยังอยู่ในท้อง ดื่มน้ำอัดลมได้หรือ
สวี่ชิงหัวเราะเหอะ ๆ ถึงค่อยเลิกหยอกโจวจินหนาน “หวงเวินหลงทางนั้นเป็นอย่างไรบ้างคะ”
โจวจินหนานพยักหน้า “ไม่มีปัญหาแล้ว ต่อไปพวกเขาไม่กล้ามาอีกแล้ว”
สวี่ชิงตะลึง “เก่งปานนี้เชียว ฉันรู้อยู่แล้วว่าสามีของฉันเก่ง น่าจะจัดการได้สำเร็จแน่”
โจวจินหนานทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย มองพวกชุนเชียวเฟิ่งที่ยืนคุยกันอยู่ไม่ไกลสองสามคน คิดว่าจะถูกคนได้ยินเข้า
สวี่ชิงมองท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ ของโจวจินหนานอย่างชอบใจ เดิมเขาเป็นคนชอบแสดงท่าทางนิ่งขรึมสุขุม กลายเป็นคนช่างพูดอย่างนี้ก็น่ารักดีไปอีกแบบ
เพราะเกาจ้านยังอยู่ที่บ้าน สวี่ชิงกับโจวจินหนานจึงกลับบ้านไปทำกับข้าวก่อน
หลังจากสวี่ชิงมาถึงบ้าน เธอก็นำมันฝรั่งไปต้ม จากนั้นจึงไปช่วยพวกคุณป้าจินเก็บผักอยู่ครู่หนึ่ง
โจวจินหนานพุ่งตัวไปหาเกาจ้านที่นั่งเอนหลังฟังวิทยุบนเก้าอี้ ก่อนเอ่ยขึ้น “น้าสะใภ้พาเจียงช่านช่านไปหานายที่บ้านนาย”
เกาจ้านตื่นตกใจ รีบลุกขึ้นนั่ง “หาฉันทำไม?”
โจวจินหนานปรายตามองเขาแวบหนึ่ง “นายคิดว่าหล่อนมาหานายทำไมล่ะ?”
เกาจ้านพลันสีหน้าย่ำแย่ขึ้นมาทันที “ทำไมถึงไม่จบไม่สิ้นเสียที หรือว่าฉันต้องเอาชีวิตไปให้พวกหล่อนถึงจะชดใช้หมด?”
ยากที่โจวจินหนานจะไม่ซ้ำเติมเขา ยังช่วยเกาจ้านคิดวิธีด้วย “นายไปเจรจากับน้าสะใภ้ดี ๆ ได้ เรื่องนี้จำเป็นต้องจัดการให้เรียบร้อย ฉันว่าหล่อนยังไม่ล้มเลิกความคิดง่ายๆ แน่”
เกาจ้านหัวเราะเหอะ ๆ “ถ้าเจรจาสำเร็จง่าย ๆ ฉันจะยังหัวโตอยู่แบบนี้เหรอ ไม่ได้การ ฉันต้องไปยื่นเรื่องขอกลับกองทัพก่อน นายอยู่ที่นี่ก็ได้นะ”
ไม่กล้าพิชิตหน้า เอาแต่หลบอยู่อย่างนี้ก็ได้หรือ?
โจวจินหนานขมวดคิ้ว “ไม่ใช่ว่าแขนของนายจะเป็นปัญหาหรือไง”
เกาจ้านเองก็โกรธ “ไม่เคยเห็นใครเป็นแบบนี้เลยจริง ๆ เย็นวันนี้ฉันจะไปเขียนยื่นเรื่องขอกลับกองทัพคนเดียว”
สวี่ชิงเดินเข้ามาล้างมือ แล้วได้ยินว่าเกาจ้านจะไปเขียนยื่นเรื่องกลับกองทัพพอดี ในใจก็ตื่นตระหนกขึ้นมา ทำอาหารด้วยอารมณ์จมดิ่ง
โจวจินหนานตาดีตามสวี่ชิงเข้าในครัว และช่วยเธอทุบมันฝรั่ง
สวี่ชิงใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว “คุณก็ต้องกลับไปเหมือนกันหรือเปล่าคะ?”
โจวจินหนานเห็นใบหน้าเล็ก ๆ ของสวี่ชิงหมองลง ไม่มีรอยยิ้มเลยแม้เพียงเล็กน้อย ที่แท้เธอก็ไม่มีความสุขเพราะเรื่องนี้ จึงส่ายหน้า “เปล่า ผมยังไม่ไปอีกระยะหนึ่ง”
สวี่ชิงพลันอารมณ์ดีขึ้น ถอนหายใจอย่างโล่งอกหนึ่งครั้ง “ฉันนึกว่าคุณจะไปพร้อมกับเกาจ้านเสียอีก”
ต่อให้ช้าหรือเร็วก็ต้องไป แต่อยู่ด้วยกันอีกสักหนึ่งคืนหรือหนึ่งวันก็ยังดี
เหมือนรสชาติเปรี้ยวหวานของมันฝรั่งเจี่ยทวน กินนานๆ ครั้งจะรู้สึกอร่อยล้ำ พอกินบ่อย ๆ ก็จะไม่รู้สึกว่ามันอร่อยตรงไหนแล้ว
อย่างเช่นเกาจ้าน ตอนเขายังเด็กได้กินเยอะเกินไปจนปวดท้อง ตอนนี้กลับรู้สึกว่ามันไม่ได้อร่อยมากขนาดนั้นแล้ว
ครั้นมองโจวจินหนานที่ถือถ้วยใบใหญ่ด้วยใบหน้าพอใจก็แปลกใจเล็กน้อย “ของอร่อยตั้งมากมายนายไม่ชอบกิน ทำไมถึงชอบกินเจ้าสิ่งนี้ไม่เคยเปลี่ยน ตอนเด็กกินไม่พอหรือ?”
สวี่ชิงก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน เพราะต่อมาพอได้กินอาหารละเอียดประณีตเยอะขึ้น ของเหล่านี้ก็กลายเป็นของกินเล่นที่มีรสชาติล้ำเลิศ
กลายเป็นของอร่อยในความทรงจำอย่างหนึ่ง
แต่ตอนนี้เธอไม่ได้รู้สึกว่ามันอร่อยเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสองสามปีก่อน ตอนที่อาหารไม่พอให้กิน มันฝรั่งกลายเป็นอาหารหลัก ซึ่งหลายคนกินจนน้ำย่อยเปรี้ยว
กระทั่งรู้สึกว่าชีวิตนี้แม้แต่คิดก็ไม่อยากกินแล้ว
โจวจินหนานมองสวี่ชิงด้วยสายตาอบอุ่น “ก็ผมชอบรสชาติแบบนี้”
สวี่ชิงยิ้ม “ถ้าชอบก็กินบ่อย ๆ นะคะ ขอแค่คุณไม่กินจนเบื่อไปก่อน”
โจวจินหนานก้มหน้าไม่พูดจา สวี่ชิงน่าจะลืมไปแล้วว่าในปีนั้นที่เขารักษาอาการบาดเจ็บ ตอนที่หิวแทบตายนั้น เป็นมันฝรั่งเจี่ยทวนถ้วยนั้นของเธอที่ช่วยชีวิตเขาไว้
ยังมีดวงตาโค้งสวยราวจันทร์เสี้ยวนั่นอีก ภายในดวงตาของเธอราวกับว่ามีดวงดาวส่องสว่างนับพันดวง จนกลายเป็นแสงสว่างในใจของเขา
ตอนทั้งสามคุยไปกินไป จู่ ๆ ไป๋หลางก็ลุกขึ้นกะทันหัน เห่าและขุดดินที่พื้น ก่อนพุ่งตัววิ่งออกไปนอกประตูใหญ่อย่างบ้าคลั่ง…
……………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
ชิงชิงคงนึกในใจ ขอบคุณนะคะที่กล้าจะสอนหนู แต่ชีวิตใครชีวิตมันน่ะค่ะ เอาเวลาขุดเผือกไปทำมาหากินอย่างอื่นดีกว่าไหม
ไป๋หลางไปไหนลูก?
ไหหม่า(海馬)