เกิดใหม่เป็นขุนนางสารชั่ว แต่ดันเป็นที่หมายปองของเหล่าสตรีสูงศักดิ์ซะงั้น? - ตอนที่ 53 ในห้องกับเอเลน่า 3
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่เป็นขุนนางสารชั่ว แต่ดันเป็นที่หมายปองของเหล่าสตรีสูงศักดิ์ซะงั้น?
- ตอนที่ 53 ในห้องกับเอเลน่า 3
ตอนที่ 53 ในห้องกับเอเลน่า 3
“ถ้า…ไม่ได้บอกว่าชอบ ฉันจะถูกเข้าใจผิดแบบนี้ต่อไปหรือเปล่านะ”
คำพูดที่หลุดออกมาช่วงสุดท้ายก่อนที่เธอออกจากห้องนั้น ทำให้เบเรธต้องขบคิดอย่างลึกซึ้ง
“…”
เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ ใช้เวลาคิดทบทวนเงียบๆ กว่า 10 นาที
เมื่อเอเลน่าเข็นรถเข็นสำหรับจัดเสิร์ฟกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง เบเรธก็เอ่ยถาม
“เอ่อ เรื่องที่เธอพูดเมื่อกี้…”
“——อะ! เรื่องนั้นช่างมันเถอะ มากินอะไรรองท้องกันก่อนดีกว่า ฉันอุตส่าห์เตรียมมาแล้วนี่นา”
“อืม ขอบใจนะ”
เอเลน่าเริ่มหยิบถ้วยชาออกจากรถเข็นมาวางบนโต๊ะ จากนั้นก็จัดวางขนมอบอย่างคล่องแคล่ว ในขณะที่แก้มของเธอมีสีแดงระเรื่อ
ดูเหมือนเธอจะพยายามไม่ให้เบเรธพูดถึงเรื่องเมื่อครู่ และยังพยายามควบคุมบทสนทนาไว้อีกด้วย
“แล้วนี่…ช็อกโกแลตสำหรับนาย เอาไปด้วยเลยนะ เดี๋ยวฉันให้ตอนนี้เลย”
“หา? เธอยังจำเรื่องนั้นได้เหรอ?”
เรื่องที่เบเรธหมายพูดขึ้น เกิดขึ้นตอนที่เขาได้รับจดหมายเชิญให้มาคุยกัน
หลังจากที่เบเรธช่วยให้คำปรึกษากับอลัน เอเลน่าก็ให้ช็อกโกแลตเขาเป็นของตอบแทน ซึ่งเขาก็เล่าถึงความประทับใจในภายหลัง
“พูดถึงช็อกโกแลตที่เธอให้ตอนนั้น ฉันเอาให้เชียลองกินด้วยนะ มันอร่อยมากจนอยากให้เธอลองน่ะ”
“ยังคงเป็นคนใจดีเหมือนเดิมเลยนะ แล้วเธอชอบมันหรือเปล่าล่ะ?”
“ตอนแรกเธอกัดนิดเดียวแล้วทำหน้าแบบ “อืมม!” ตาเบิกกว้าง จากนั้นก็กินคำที่สองเข้าไปทั้งชิ้นแล้วเคี้ยวอร่อยเต็มปากเลย”
“ฟังแค่นี้ก็จินตนาการได้แล้วล่ะ ถ้าเธอดีใจขนาดนั้น คราวหน้าฉันจะทำมาให้ใหม่อีกก็แล้วกัน”
“ในเมื่อเชียมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ก็แน่นอนว่าฉันต้องจำได้สิ ไม่มีทางลืมอยู่แล้ว”
“อะไรน่ะ? ทำไมพูดเหมือนว่าเชียเป็นตัวหลักแล้วฉันเป็นแค่ตัวเสริมเลย”
“อย่างนาย…จะเป็นยังไงก็ช่างเถอะ”
“พูดแบบนี้มันไม่แย่ไปหน่อยหรอ”
“เพราะนายนั่นแหละ ที่ทำให้ฉันต้องพูดอะไรแย่ๆ แบบนี้น่ะ”
เอเลน่าทำเสียงจมูกด้วยความโกรธ พลางทำหน้าตาเย็นชาเหมือนปกติ แต่กลับยื่นกล่องช็อกโกแลตให้ด้วยมือทั้งสองอย่างสุภาพ
เบเรธที่เห็นแบบนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“…ก็แบบนี้แหละ เพราะงั้นช่วยเอาไปให้เธอด้วยล่ะ เหมือนที่ฉันบอกไว้เมื่อตอนนั้น ห้ามเก็บไว้กินคนเดียวนะ”
“แน่นอนสิ ขอบคุณจริงๆ นะ”
“ไม่เห็นจะต้องขอบคุณอะไรเลยนี่”
เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาเหมือนปกติ แต่กลับแสดงท่าทางกระวนกระวายเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากอีกครั้ง
“อีกอย่าง…ยังมีของอีกอย่างที่ฉันอยากให้นาย”
“หือ?”
“นายอาจจะคิดว่า ‘อีกแล้วเหรอ?’ ก็ได้ แต่…”
เธอเอื้อมมือไปหยิบอะไรบางอย่างจากชั้นกลางของรถเข็น ก่อนจะยื่นให้เบเรธ มันคือจดหมายที่มีตราผนึก
เบเลทรู้ทันทีว่าจดหมายแบบนี้เขาเคยเห็นมาก่อน
“หืม? หรือว่านี่คือจดหมายเชิญ?”
“ใช่ จริงๆ แล้วเป็นหน้าที่ของพ่อฉันที่ต้องมอบให้นาย แต่เพราะเขาเห็นว่าฉันกับนายนัดกันพอดี เลยฝากฉันมาให้น่ะ”
“แล้วในจดหมายนี่…มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรเหรอ?”
“เป็นคำเชิญสำหรับงานเลี้ยงอาหารค่ำที่จะจัดขึ้นที่บ้านเราในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า”
“งานเลี้ยงอาหารค่ำ!? เอ่อ…ฉันว่า มันดูไม่เหมาะกับฉันเท่าไหร่นะ เธออุตส่าห์ให้เกียรติส่งคำเชิญมาให้ แต่ฉันกลับพูดแบบนี้ก็อาจจะเสียมารยาทไปหน่อย”
“ไม่เหมาะ?”
เอเลน่าเลิกคิ้วเรียวอย่างสง่างามพร้อมกับเอียงคอสงสัย
“ก็…ดูจากตราประทับนี่ งานเลี้ยงนี้จัดโดยตระกูลเคานต์อิลเชสตัสใช่ไหม? คนที่มาร่วมงานก็น่าจะเป็นพวกที่เกี่ยวข้องกับการค้าขาย ฉันเป็นแค่นักเรียน ไปอยู่ในที่แบบนั้นมันจะไม่ดูแปลกแย่เหรอ?”
“หึหึ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงเลย คนที่นายพูดถึงจะมาร่วมงานจริง แต่ครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมาพร้อมกับลูกได้ และยังแบ่งพื้นที่ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กไว้อย่างชัดเจน”
“อ๋อ เข้าใจแล้ว”
เบเรธถอนหายใจโล่งอก ตอนแรกเขากังวลว่าตัวเองจะเป็นคนเดียวที่อายุห่างจากคนอื่นในงาน แต่คำอธิบายของเอเลน่าก็ช่วยคลายความกังวลนั้นได้อย่างดี
“แล้วถ้านายได้ยินเรื่องนี้ นายจะต้องอยากมางานนี้แน่ๆ”
“หา? เรื่องอะไรเหรอ?”
“ก็งานเลี้ยงอาหารค่ำในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้าน่ะ…นักร้องสาวคนนั้นก็จะมาร่วมงานด้วยนะ”
เอเลน่านั่งลงบนโซฟาอย่างสบายใจ พร้อมจิบชาร้อนด้วยท่าทีอารมณ์ดี
“หมายถึงคนจากตระกูลดยุกหรือเปล่า?”
“ใช่แล้ว คนคนนั้นเลย คุณอาเรีย ตระกูลเคานต์ของเรามีความสัมพันธ์กับพวกเขาอยู่”
“โห…คนที่ว่าสุดยอดขนาดนั้นเลย แต่เอาจริงๆ ฉันไม่ได้สนิทกับเธอสักหน่อยนะ ก็ไม่เคยมีโอกาสเจอกันเลยนี่ เธอก็มาแค่ตอนสอบที่โรงเรียนแค่นั้นเอง”
การที่บอกว่า ‘ไม่มีโอกาสเจอกัน’ นี้ เป็นสิ่งที่นักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนเป็นเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้น ไม่มีใครในโรงเรียนที่ไม่รู้จักชื่อเสียงของอาเรีย
เธอคือลูกสาวตระกูลดยุกที่มีพรสวรรค์ด้านการร้องเพลงอันโดดเด่น และยังมีความงามที่สะกดสายตาผู้คน จนได้รับสมญานามว่า “นักร้องสาวผู้สง่างาม”
อาเรียมักได้รับเชิญไปงานเลี้ยงและพิธีสำคัญต่างๆ อยู่เสมอ ความยุ่งเหยิงในตารางเวลาทำให้เธอเลือกที่จะเรียนหนังสืออยู่ที่บ้าน และเข้าโรงเรียนมาเฉพาะช่วงสอบเท่านั้น
“ที่ฉันบอกว่านายจะอยากมา ไม่ได้หมายถึงแค่เพราะอาเรียจะมาร่วมงานนะ นายรู้ไหมว่าเธอจะร้องเพลงในงานด้วยล่ะ สนใจหรือเปล่า?”
“ก็คงปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าสนใจ แต่จะให้พูดตรงๆ นะ นั่นยังไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ฉันอยากไปร่วมงาน”
“อะ…! อย่ามาทำตัวเอาแต่ใจแบบนี้สิ! ฉันอุตส่าห์คิดว่านายจะมาร่วมงานเลยตั้งตารอแท้ๆ…”
เสียงของเอเลน่าอ่อนลง พร้อมกับไหล่ที่ดูเหมือนห่อเหี่ยว เธอหันมามองเบเรธด้วยสายตาที่เหมือนตัดพ้อเล็กน้อย และยังยื่นปากเหมือนเด็กน้อย
“เดี๋ยวสิ…เธอก็จะร่วมงานนี้ด้วยเหรอ? ไม่ใช่แค่โผล่มาแล้วกลับหรอกนะ?”
“แล้วถ้าฉันจะร่วมงานจริงๆ ล่ะ จะทำไม?”
“ไม่หรอก ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็ ฉันจะไปงานนี้แน่ๆ เพราะสิ่งที่ฉันอยากรู้คือเธอจะไปด้วยหรือเปล่า”
เขาไม่ได้รังเกียจการไปร่วมงานเลี้ยงแต่อย่างใด แต่สิ่งที่เบเรธรู้สึกอึดอัดใจคือ การต้องอยู่ในงานที่เต็มไปด้วยคนแปลกหน้า โดยไม่มีใครที่เขารู้จักคอยอยู่ข้างๆ เท่านั้นเอง
“หา? ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะบอกตั้งแต่แรกสิ! ทำไมฉันต้องพูดอะไรน่าอายออกไปด้วยล่ะ!”
“ฮ่าฮ่า เพราะอย่างนั้นผมถึงได้ยินคำพูดดีๆ จากเธอยังไงล่ะ”
“ฮึ! ทำไมต้องมาทำตัวได้ใจแบบนี้ด้วยนะ เจ้าบ้า”
เอเลน่าไขว้แขนพร้อมกับทำเป็นแสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่การฝืนทำแบบนั้นกลับดูออกชัดเจนว่าเป็นการปกปิดความเขินอาย
“ขอโทษด้วนนะ”
เบเรธกล่าวขอโทษพร้อมรอยยิ้ม แต่นั่นกลับทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
“ไม่มีทางที่ฉันจะยกโทษให้หรอก! เพราะคำขอโทษของนายมันไม่ได้มีความจริงใจเลยสักนิด การที่มาทำตัวใจร้ายแบบนี้ต้องถูกลงโทษให้สาสม”
“เอ๊ะ?”
เสียง น้ำเสียง และบรรยากาศ ทุกอย่างดูจริงจังมาก
“ตั้งแต่ตอนนี้ฉันจะถามคำถามสองข้อ นายต้องตอบมาให้ได้ เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้ว…”
ด้วยแรงกดดันนั้น เบเรธไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพยักหน้า
“ข้อแรกนะ ฉันตั้งใจจะถามเรื่องนี้ตั้งแต่แรกแล้ว แต่ที่นายบอกว่าคุณลูน่าจะช่วยอลันน่ะ เป็นความจริงใช่ไหม? ตอนที่มาถึงบ้านฉัน นายก็พูดแบบนั้นไม่ใช่เหรอ?”
“แน่นอนว่าจริง จริงๆ แล้วลูน่าเป็นคนที่สังเกตเห็นว่าอลันกำลังลำบากใจ และเป็นฝ่ายอยากยื่นมือเข้าไปช่วยก่อนเสียอีก”
“งั้น…เหรอ?”
“ใช่แล้ว แต่เพราะจังหวะมันพอดี เลยกลายเป็นว่าฉันเหมือนเป็นคนช่วยก่อน แต่ว่า…ลูน่าเองก็ใจดีเหมือนกับเธอเลยนะ เอเลน่า”
“อะ…”
คำชมนี้ทำให้หัวใจของเอเลนาสั่นไหวด้วยความปลื้มปิติ หากเบเรธชมแค่ลูน่า เธอคงรู้สึกอิจฉาขึ้นมาแน่ๆ
“เอาเถอะ ฉันพอจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้ว อย่างนั้นยิ่งต้องส่งบัตรเชิญไปให้เธอเลยสิ”
“หา? จะส่งบัตรเชิญให้ลูน่าด้วยเหรอ?”
“ฉันรู้นะว่าคุณจะพูดอะไร… ‘เธอคงไม่มาหรอก’ ใช่ไหม?”
“ฮ่าฮ่า…ฉันไม่ได้พูดออกมาหรอกนะ แต่ลูน่าเองก็เคยปฏิเสธคำเชิญหลายครั้งเหมือนกัน เธอเองก็น่าจะรู้เรื่องนี้ดีกว่าฉันนะ เอเลน่า”
“โอ๊ย… ก็เพราะนายเป็นแบบนี้ไงล่ะ…”
เอเลน่าได้แต่ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย
“ฉันจะบอกให้เป็นกรณีพิเศษนะ ถ้าในงานเลี้ยงอีกสองสัปดาห์ข้างหน้านั้นมีสิ่งที่ลูน่าชอบมากที่สุดอยู่ นายคิดว่าเธอจะอยากมาหรือเปล่า?”
“อืม…ถ้าเป็นฉันก็คงอยากมานะ แต่กรณีของลูน่าคงใช้ตรรกะแบบเดียวกันไม่ได้หรอก เพราะเธอให้ความสำคัญกับเวลาส่วนตัวของตัวเองมากกว่าใคร”
“ฟังให้จบก่อนสิ สิ่งที่เธอชอบที่สุดนั้นมีแค่หนึ่งเดียว และกำลังมีคนอื่นเล็งไว้ พวกเขาตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ในการแย่งชิงสิ่งนั้น ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะ?”(TLN:????)
“อา…ถ้าอย่างนั้นก็คงอยากมา”
“ใช่ไหม? ก็แบบนั้นแหละ”
“……”
แม้เบเรธจะเข้าใจตรรกะนี้ แต่ในใจก็ยังคงรู้สึกขัดแย้งอยู่
“ว่าแต่…เธอพูดง่ายๆ แบบนี้ แต่จะหาสิ่งที่ลูน่าชอบที่สุดมาได้จริงเหรอ? ก็เพราะไม่มีใครหามาได้ เธอถึงได้ปฏิเสธคำเชิญมาตลอดใช่ไหมล่ะ?”
“ฉันเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว และเหตุผลที่เธอปฏิเสธก็เพราะไม่มีอะไรน่าสนใจพอจะดึงดูดเธอได้นอกจากการอ่านหนังสือ”
“สุดยอดเลยนะ เอเลน่า เธอสังเกตเห็นเรื่องแบบนี้แถมยังจัดการเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว”
“……”
“แต่ฉันคิดไม่ออกเลยนะ ถ้าไม่ใช่หนังสือ แล้วมันจะเป็นอะไรที่ลูน่าชอบที่สุด?”
เบเรธเอามือแตะปากพร้อมขมวดคิ้วด้วยท่าทางครุ่นคิดอย่างจริงจัง ถ้าสิ่งที่เธอชอบที่สุดไม่ใช่คน มันก็ยากที่จะหาคำตอบได้
“เอเลน่า พอจะบอกได้ไหม?”
“เฮ้อ…”
เมื่อเห็นท่าทางที่จริงจังจนเกินไปของเบเรธ แถมยังร้องขอความช่วยเหลืออีก เอเลน่าก็รู้สึกว่าเธอหมดความอดทน
เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้นยืนไปยืนตรงหน้าที่เบเรธนั่ง
จากนั้น เธอจ้องเขาจากมุมสูงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน
“นี่แน่ะ… จงตกนรกไปซะเถอะ! ตาบ้า!!”
“หา!? อ๊ากก!”
เอเลน่าจับแก้มทั้งสองข้างของเบเรธด้วยมือทั้งสอง แล้วดึงออกแรงสุดกำลัง
“ทำใจไว้เถอะ!”
“ท…ทำไมล่ะครับ…”
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเอเลน่ารู้สึกโมโหแทนลูน่า
ทั้งสองคนเป็นคนที่มีลักษณะนิสัยคล้ายกันจนเอเลน่าเกิดความรู้สึกอยากลงโทษอย่างถึงที่สุด
“โอ๊ย! เจ็บนะ!”
“ก็ต้องเจ็บสิ!”
เอเลน่าไม่ปรานีเลยแม้แต่น้อย
เธอปล่อยอารมณ์ของตัวเองให้พาไป เธอนั่งลงบนต้นขาของเบเรธเพื่อไม่ให้เขาหนีไปได้
เธอยังล็อกขาของเขาไว้ด้วยข้อเท้าของเธอเอง ทำให้ร่างกายของเขาไม่สามารถขยับไปไหนได้
ในท่านั่งคร่อมนี้ เธอยังคงดึงแก้มของเขาอย่างต่อเนื่อง
“หา!? ท่าทางแบบนี้มันไม่ดีนะ…”
“ฮึ! ทรมานไปซะบ้างก็ดี!”
เอเลน่าไม่ได้ตระหนักเลย
ว่าอีกไม่กี่นาทีต่อมา เธอจะสงบสติอารมณ์และเข้าใจความหมายที่เบเรธพูด
และในความเป็นจริง แม้ว่าแก้มของเบเรธจะเจ็บ แต่ต้นขาของเขากลับไม่ได้รู้สึกอะไรเลย เพราะน้ำหนักของเอเลน่านั้นเบาจนแทบไม่รู้สึกอะไร…
TLN:จะมีสาวคนใหม่ล่ะ????