เกิดใหม่เป็นขุนนางสารชั่ว แต่ดันเป็นที่หมายปองของเหล่าสตรีสูงศักดิ์ซะงั้น? - ตอนที่ 51 ในห้องกับเอเลน่า 1
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่เป็นขุนนางสารชั่ว แต่ดันเป็นที่หมายปองของเหล่าสตรีสูงศักดิ์ซะงั้น?
- ตอนที่ 51 ในห้องกับเอเลน่า 1
ตอนที่ 51 ในห้องกับเอเลน่า 1
“เหนื่อยหน่อยนะ ดูเหมือนว่าการประชุมจะจบแล้วสินะ”
“ใช่ ตอนแรกก็รู้สึกเกร็งตลอดเลย แต่สุดท้ายก็สนุกมากจริง ๆ”
“งั้นก็ดีแล้วนี่”
หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม เบเรธที่เข้ามาในห้องของเอเลน่า ซึ่งตกแต่งด้วยโทนสีขาวเป็นหลัก เขาตอบกลับคำทักทายของเธอที่มารอต้อนรับ
“ว่าแต่ ขอบคุณนะ เอเลน่า”
“หืม? ขอบคุณเรื่องอะไรเหรอ? ฉันไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการประชุมเลยนะ”
“เรื่องชาน่ะ อร่อยมากเลย”
“…อ-อ้อ งั้นเหรอ”
เอเลน่าที่ลุกขึ้นมาทักทายเขา ตอนนี้กลับหันหลังให้ทันทีหลังจากได้รับคำชม และรีบกลับไปนั่งลงบนโซฟา
เบเรธมองท่าทางของเธอแล้วพูดขึ้น
“มาอีกแล้วนะ ปฏิกิริยาแบบนั้นน่ะ”
“ก็เพราะอยู่ดี ๆ มาชมแบบนี้ไงล่ะ! แสดงออกแบบนี้มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ…”
—มันไม่ใช่เรื่องปกติเลย แต่สำหรับเอเลน่าที่มักไม่ยอมแสดงความรู้สึกออกมาอย่างตรงไปตรงมา การตอบสนองแบบนี้ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้
ชัดเจนว่าเธอกำลังแกล้งทำเป็นไม่สนใจเพราะเขินอาย
“…เอาเป็นว่า นายก็นั่งลงได้แล้วล่ะ เราอยู่ด้วยกันสองคนนี่ ผ่อนคลายเถอะ”
“ฮะฮะ งั้นฉันจะไม่เกรงใจนะ”
เบเรธนั่งลงบนเก้าอี้ ก่อนจะพิงตัวกับพนักพิงอย่างผ่อนคลาย และเอเลน่าก็พูดขึ้นมาราวกับรอโอกาสอยู่แล้ว
“นี่”
“หืม?”
“สำหรับนายแล้ว พ่อของฉันเป็นคนแบบไหน? ในฐานะลูกสาว ฉันอดสงสัยไม่ได้น่ะ”
“เป็นคนแบบไหนเหรอ…”
เอเลน่ามองเขาด้วยสายตาจริงจัง ราวกับต้องการคำตอบที่เธอคิดเอาไว้ตั้งแต่แรก
“จะให้ฉันยกตัวอย่างแบบดี ๆ คงไม่ถนัดเท่าไร…อาจฟังดูเสียมารยาท แต่สำหรับฉัน ท่านเป็นคนที่ทำให้รู้สึกว่า ‘อยากเดินตาม’ ได้เลยนะ ฉันเข้าใจเลยว่าทำไมเอเลน่าถึงเคารพท่าน และไม่แปลกใจเลยที่ท่านสร้างฐานะได้ขนาดนี้… ท่านเป็นคนที่ฉันยังเทียบไม่ได้เลยจริง ๆ”
เบเรธพยายามอธิบายความรู้สึกที่ไม่สามารถพูดออกมาได้หมด เพราะสิ่งที่เขารู้สึกมันลึกซึ้งและจริงใจ
“ฟุฟุ ฉันดีใจนะ…แต่ก็คิดว่านายชมมากไปหน่อยเหมือนกัน”
“งั้นเหรอ?”
“อืม แต่มันก็ดูเป็นตัวนายดีล่ะนะ ที่ชอบชมคนอื่นอย่างตรงไปตรงมา แบบที่ไม่เหมือนคนอื่นน่ะ รอบ ๆ ตัวนายคงมีคนแบบนี้เยอะใช่ไหม? พวกที่ชอบพูดว่า ‘แต่ถ้าเป็นฉันล่ะก็~’ แล้วทำท่าเหมือนเหนือกว่า”
“เอ่อ…ถามมาแบบนั้นฉันก็ลำบากใจนะ เพราะฉันไม่ได้มีคนเข้าหาเยอะเท่าเอเลน่านี่”
“ฉันเริ่มชินกับการพูดถ่อมตัวแบบนี้ของนายแล้วล่ะ”
“เสียใจด้วยนะ เพราะนั่นเป็นหนึ่งในจุดแข็งของฉันเลยล่ะ”
เบเรธตอบกลับด้วยน้ำเสียงผสมมุกขำ ๆ
“แต่ก็นะ…เรื่องอวดตัวเองน่ะ บางทีมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก โดยเฉพาะกับเอเลน่าน่ะ”
“โดยเฉพาะฉันเหรอ?”
“ฉันไม่มั่นใจนะ แต่ฉันคิดว่าที่พวกเขาอวดกันน่ะ ก็เพื่อพยายามดึงดูดความสนใจจากเอเลน่าไง…ก็แบบ ผู้ชายน่ะมันก็เป็นแบบนี้แหละ”
“เหรอ…”
เอเลน่าทำเสียงราวกับไม่ได้สนใจ แต่สายตาที่หันมามองนั้นกลับแฝงไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ทันใดนั้น แววตาของเธอก็เปลี่ยนไป ดวงตาสีม่วงหรี่ลงเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มและยื่นออกมาอย่างไม่พอใจ
“ตามทฤษฎีนั้น ก็หมายความว่านายไม่ได้อยากดึงดูดความสนใจของฉันเลยใช่ไหม”
“อันนั้นมันเรื่องนิสัย”
“พูดเก่งจังนะ”
เธอจบประโยคด้วยท่าทางเชิด ๆ ก่อนจะยกขาขึ้นบนโซฟา กอดเข่าไว้แน่นและส่งสายตามาจ้องเขา ใบหน้าครึ่งล่างของเธอถูกเข่าบังไว้เมื่อเธอเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“แต่ที่ฉันพูดไป…มันก็ไม่ได้ผิดทั้งหมดใช่ไหมล่ะ?”
“อะไรล่ะ?”
“ก็…ตอนที่ฉันพูดถึงเรื่องของพ่อกับนายไง การประชุมกับคุณพ่อน่ะ…โดยเฉพาะช่วงท้าย ๆ…ถ้านายสนใจฉันจริง ๆ นายคงไม่ทำตัวเหมือนยอมปล่อยผ่านแบบนั้นหรอก”
เธอพูดอย่างลำบากใจ แต่ก็พยายามพูดจนจบ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอึดอัด
“เอ๊ะ? เดี๋ยวก่อนนะ เธอแอบฟังเหรอ?”
“…บ-บังเอิญได้ยินต่างหากล่ะ! ฉันไม่ได้เสียมารยาทขนาดนั้นหรอกนะ!”
(ยังไงก็ไม่คิดว่าเป็นแค่บังเอิญหรอก…)
เบเรธได้แต่เก็บคำพูดไว้ในใจ เพราะรู้ว่าถ้าพูดออกไปจะทำให้บรรยากาศแย่ลง
“เพราะงั้น ฉันเลยรู้เรื่องทุกอย่างเลยนะ…ว่าที่จริงแล้วนายสนใจ เธอคนนั้น”
“เธอคนนั้น?”
“ลูกสาวคนที่สามของบ้านบารอน คุณลูน่าน่ะ…”
เอเลน่าพูดด้วยเสียงเบา ๆ แต่จากนั้นเธอก็เหมือนจะเปลี่ยนโหมด พูดออกมาเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุด
“ฉันรู้นะว่าทุกวันตอนพักเที่ยง นายจะไปเจอคุณลูน่าเสมอ คนใช้งานก็น้อย จะได้คุยกันสบาย ๆ สองต่อสอง แถมเธอยังน่ารัก มีไหวพริบเข้ากับนายที่ฉลาดได้ดีอีก และก็…เคยออกไปเดทด้วยกันแล้วด้วยนี่นา”
“ก็…ไม่ผิดหรอก แต่เราไม่ได้เป็นอะไรกันนะ แค่เพื่อนเท่านั้นเอง”
แม้เขาจะพูดแก้ตัว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่เธอจะเข้าใจผิด เพราะทุกวันเบเรธจะไปห้องสมุดในช่วงพักเที่ยง เนื่องจากเขาไม่มีที่ไปที่อื่น
“เหรอ…ถ้างั้นยิ่งไม่เข้าใจเลย ทำไมตอนคุณพ่อเสนออะไรแบบนั้นมา นายถึงไม่ตอบตกลงไปล่ะ…ม-ไม่ใช่ว่าฉันอยากให้นายทำแบบนั้นหรอกนะ!”
เอลเลน่าก้มหน้าลงเล็กน้อย พลางเอานิ้วมือมาขยับไปมา แอบชำเลืองมองเบเรธด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
เบเรธกระพริบตาอย่างประหลาดใจ ก่อนจะตอบกลับ
“เอาเป็นว่าฉันไม่ได้ไม่ชอบเอเลน่าหรอกนะ?”
“…”
“พื้นฐานเลยนะ เรื่องแบบนั้นมันไม่ควรรีบตอบง่าย ๆ หรอก มันเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวกับชีวิตของคนคนหนึ่งเลยนะ”
“งั้น…แล้วไงต่อ?”
“เอ่อ…ก็…”
เบเรธอึกอักเมื่อเธอจ้องมองเขาด้วยแววตาคมกริบ ราวกับจะบอกว่า ‘ยังมีอีกใช่ไหม? พูดออกมาสิ!’
“ต้องพูดด้วยเหรอ? มันออกจะน่าอายอยู่นะ…”
ทันใดนั้น เธอก็พูดออกมาในน้ำเสียงจริงจัง
“เรื่องแค่นั้นทนหน่อยเถอะ เพราะฉันเองก็โดนเผยเรื่องหลายเรื่องเหมือนกัน”
เป็นคำพูดที่บ่งบอกได้ชัดว่าเธอได้ยินการสนทนาระหว่างเขากับพ่อของเธอ
‘พักนี้เอเลน่าท่าทางจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ พอพูดถึงเรื่องของนาย ก็จะยิ้มออกมาแล้วพูดต่ออย่างร่าเริงเลยล่ะ’ พ่อของเธอกล่าวไว้
“ถ้าพูดแบบนั้น…ก็ใช่ ฉันเข้าใจล่ะ”
เมื่อคิดถึงเรื่องที่พ่อของเอเลน่าบอก เธอคงอายเสียยิ่งกว่าเรื่องที่เธออยากให้ฉันพูด
“ถ้าเข้าใจแล้วก็พูดมาเถอะ ทำไมนายถึงปฏิเสธข้อเสนอนั้น”
“ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรลึกซึ้งขนาดนั้นหรอก จริง ๆ แล้วก็เพราะฉันมองว่าเอเลน่าน่ะเป็นคนที่ฉันรู้สึกชื่นชอบ ก็เลยตอบตกลงไม่ได้ง่าย ๆ”
“เอ๊ะ?”
เอเลน่าทำหน้าสงสัย ไม่เข้าใจความหมายที่เขาต้องการจะสื่อ
“จะว่าไงดี…ถึงฉันจะไม่ค่อยแสดงออก แต่ฉันรู้สึกขอบคุณเอเลน่าจริง ๆ นะ”
“…”
“ก็อย่างที่รู้ ฉันมีข่าวลือไม่ดีเยอะมาก แล้วคนส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะไม่ยุ่งกับฉันเพราะเรื่องพวกนั้น แต่เอเลน่ากลับไม่ได้ปฏิบัติกับฉันแบบนี้นเลย ถ้าไม่มีเอเลน่า ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชีวิตในโรงเรียนตอนนี้จะเป็นยังไง”
ในห้องเรียนที่เขายังคงมีที่ยืนอยู่ได้ ก็เป็นเพราะเอเลน่า เรื่องนั้นเขารับรู้ดี และแค่คิดว่าเอเลน่าไม่ได้อยู่ในชั้นเรียนเดียวกับเขา มันก็น่ากลัวเกินกว่าจะจินตนาการ
“เพราะแบบนั้น ฉันเลยอยากให้คนใจดีแบบเอเลน่ามีความสุขจริง ๆ ก็เลยยิ่งไม่อยากตอบรับข้อเสนอนั้นอย่างส่งเดช ที่สำคัญเลย…เอเลน่าเองก็ไม่ได้ชอบฉันใช่ไหมล่ะ ในแง่ของความรักน่ะ”
“…”
“ก็ดูจากที่บอกว่า ‘ไม่อยากแต่งงานแบบคลุมถุงชน’ เลยคิดว่าเลือกฉันเป็นทางเลือกที่พอรับได้ไงล่ะ อ้อ ฉันไม่ได้จะโทษเอเลน่านะ ฉันเข้าใจว่าถ้ามองในแง่เลวร้ายที่สุด ก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม”
น้ำเสียงของเบเรธจริงใจ แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนความรู้สึกซับซ้อนของเอลีน่า เธอนิ่งเงียบ ไม่แน่ใจว่าควรจะตอบสนองอย่างไร
“แต่ก็เพราะจุดยืนนั้นไงล่ะ ฉันถึงคิดได้ว่ามันอาจจะเกิดเรื่องแย่ที่สุดอีกอย่างขึ้นมาได้ เธอเคยคิดถึงเรื่องนั้นไหม?”
“เรื่องอะไรล่ะ?”
“ตอนที่เอเลน่ามีคนที่ชอบ”
“…”
“ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ๆ ล่ะก็ คงจะย้อนกลับไปแก้อะไรไม่ได้เลยใช่ไหม? อย่างที่บอกไปแล้ว ฉันอยากให้เอเลน่ามีความสุข ถ้าเธอชอบใครสักคน ฉันก็ไม่อยากเป็นตัวขัดขวางไม่ให้เธอได้หมั้นกับคนคนนั้น”
นั่นคือความรู้สึกที่แท้จริงของเขา และเป็นเหตุผลหลักที่เขาไม่ตอบตกลง
“พูดตรง ๆ แล้ว ฉันเองก็ไม่อยากเป็นแค่ ‘ตัวเลือกที่พอรับได้’ หรอกนะ ผู้ชายก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน เพราะงั้น ฉันเองก็อยากคบกับคนที่ชอบฉันจริง ๆ”
“นายนี่…ความคิดแปลกจริง ๆ นะ”
“แปลกเหรอ?”
“แปลกสิ ก็ดูเหมือนนายจะมีความคิดแบบ’รักเดียวใจเดียว’อะไรทำนองนั้น ทั้งที่พวกขุนนางทั่วไปเขาจะสนใจแค่จีบหญิงสาวที่พอใจไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนว่าจะรักพวกเธอได้ตลอดหรือเปล่า”
“ฮะ ๆ…นั่นสินะ คิดดูแล้วมันก็แปลกจริง ๆ”
คำพูดของเอเลน่าตรงจุด เบเรธได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ และยอมรับ
โลกใบนี้ต่างจากโลกก่อนที่เขาเคยอยู่ เป็นโลกที่ระบบคู่ครองหลายคนเป็นเรื่องปกติ
“แต่ความคิดของนายก็ดูเหมือนจะทำให้ความสัมพันธ์ราบรื่นกว่านะ ในมุมของผู้หญิงน่ะ สามีมีแค่คนเดียวอยู่แล้ว ดังนั้นถ้านายรักษาทั้งร่างกายและหัวใจให้อยู่กับเธอคนนั้นอย่างแท้จริง มันก็ดูน่าสบายใจ”
“ก็แน่นอนว่ามันขึ้นอยู่กับแต่ละคน บางคนก็อาจจะค่อย ๆ ชอบกันหลังจากแต่งงานแล้วได้น่ะนะ เรื่องนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย”
“อืม”
เสียงตอบรับเบา ๆ ของเอเลน่าแฝงความหมายว่าเธอเข้าใจเหตุผลของเขา
เธอยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ฟุฟุ”
“เอ๊ะ? อยู่ ๆ หัวเราะทำไม?”
“ฉันพึ่งเข้าใจว่าทำไมนายถึงดูเป็นคนที่น่าประทับใจ…แต่แน่นอน ฉันไม่บอกหรอก”
“อะไรเนี่ย”
ใบหน้าของเอเลน่าเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ พลางยิ้มบาง ๆ อย่างพอใจ เธอพูดบางอย่างอย่างมีนัย
“เอาเถอะ แต่ฉันว่ามันมีบางอย่างที่นายเข้าใจผิดไปเยอะเลยนะ”
“เข้าใจผิด? เรื่องอะไรเหรอ?”
“ฉันน่ะ ไม่ใช่คนที่อ่อนโยนแบบที่นายคิดหรอกนะ จริง ๆ แล้วฉันเปลี่ยนท่าทีเวลาที่อยู่กับนายต่างหาก นายแค่ไม่รู้ตัวแค่นั้นเอง”
“เป็นไปไม่ได้”
“แล้วก็…แต่ก่อนน่ะ ฉันเคยเกลียดนายสุด ๆ…เลยล่ะ”
“…”
“…”
เอเลน่าพูดจบอย่างชัดเจนและเด็ดขาด ทิ้งให้เบเรธมองเธออย่างตะลึงงัน
คำพูดของเธอที่หนักแน่นและไม่เกรงใจ แต่ก็ใช้คำว่า “เคย” ได้กลบเกลื่อนน้ำหนักของประโยคไปเสียสิ้น