เกิดใหม่เป็นขุนนางสารชั่ว แต่ดันเป็นที่หมายปองของเหล่าสตรีสูงศักดิ์ซะงั้น? - ตอนที่ 49 การพบปะ 1
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่เป็นขุนนางสารชั่ว แต่ดันเป็นที่หมายปองของเหล่าสตรีสูงศักดิ์ซะงั้น?
- ตอนที่ 49 การพบปะ 1
ตอนที่ 49 การพบปะ 1
“งั้นก็พยายามเข้านะ เบเรธ”
เอเลน่าผลักเบเรธเบาๆ ไปยังห้องรับรอง—
“ข…ขอขอบคุณที่เชิญผมมาที่นี่ครับ ท่านเคานต์อิลเชสตัส ผมเคยได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานแล้ว”
เบเรธกล่าวออกไปด้วยความตื่นเต้นเนื่องจากเป็นการพูดคุยกับเขาครั้งแรก
“ฮ่าฮ่าฮ่า ดีใจที่ได้เจอ เบเรธ เซนต์ฟอร์ด ฉันรอคอยวันนี้มานานแล้ว”
ท่านเคานต์หัวเราะอย่างอารมณ์ดี เขาก้าวเข้ามาหาพร้อมยิ้มให้และยื่นมือออกมา
“…”
“หืม?”
“…ถ้าท่านกล่าวเช่นนั้น ผมก็รู้สึกดีใจครับ”
เบเรธตกใจเล็กน้อยและหยุดไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยื่นมือไปจับมือกับท่านเคานต์
มันเป็นเรื่องที่ทำให้เขาประหลาดใจ
เพราะเขาคิดว่าเคานต์จะเป็นคนที่ดูมีความสงบและเคร่งขรึม แต่ทว่า ภาพลักษณ์นั้นกลับห่างไกลจากสิ่งที่เห็นในตอนนี้
“งั้นก็เชิญลงเถอะ”
“อ่า ขอบคุณครับ”
เมื่อปล่อยมือแล้ว ท่านเคานต์ก็ผายมือไปยังเก้าอี้อย่างสุภาพ
เมื่อทั้งสองนั่งลง ท่านเคานต์ขยับคิ้วเล็กน้อยและกล่าวออกมา
“เบเรธ ไม่ถนัดคำพูดที่เป็นทางการไช่ไหม?”
“อ…อ่า ฮะฮะ…ท่านพูดถูกครับ”
ท่านเคานต์มีสายตาที่แหลมคมและสามารถจับความรู้สึกได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่การติดต่อแรกก็สามารถอ่านได้ทันที
“อันที่จริง ต้องขอโทษด้วยถ้าฉันเสียมารยาทไปบ้าง แต่ขออนุญาตพูดคุยกันแบบไม่ต้องเป็นทางการได้ไหม?”
“ไม่เป็นไรเลยครับ ผมเองก็ไม่ชอบคำพูดที่เป็นทางการเท่าใหร่ จริงๆ แล้วผมก็อยากพูดคุยแบบสบายๆ มากกว่า”
“ขอบคุณมาก งั้นก็ขออนุญาตตามนั้นแล้วกันนะ”
“ผมเองก็เช่นกัน”
การพบกันครั้งแรกแต่บรรยากาศกลับไม่เครียดเลย ท่านเคานต์ช่วยสร้างบรรยากาศที่นุ่มนวลและทำให้เบเรโตไม่รู้สึกอึดอัด
“เอ้อ จริงสิ เบเรธ พ่อแม่ของนายสบายดีหรือเปล่า ตอนนี้พวกท่านคงไปต่างจังหวัดกันอยู่ใช่ไหม?”
“อา ใช่ครับ ท่านกำลังพัฒนาแผนการในเขตอาณาเขตอยู่ บางครั้งก็มีจดหมายมาหาผมเหมือนกัน”
“การที่พ่อแม่ไม่อยู่ใกล้ๆ ตอนที่นายยังเป็นนักเรียนนี่คงลำบากและเหงาน่าดูสินะ?”
“ถ้าพูดว่าไม่รู้สึกเหงาเลยก็จะเป็นการโกหก แต่ตอนนี้ก็มีคนที่คอยช่วยเหลืออยู่หลายคน ก็เลยไม่ได้รู้สึกลำบากอะไรครับ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า สร้างภาพให้พวกคนรับใช้ได้ดีนะ”
ท่านเคานต์หัวเราะอย่างพอใจและดูเหมือนจะพอใจกับคำตอบของเบเรธ
“ถึงจะรู้สึกเหงา แต่ก็อดทนอีกหน่อยนะ พ่อแม่ของนายกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมที่จะมอบดินแดนให้กับนายอยู่น่ะ”
“ห๊ะ?”
“หือ? นายไม่เคยได้ยินเหรอ?”
“ค…ครับ?”
“…”
“…”
บรรยากาศเงียบไปหลายวินาที
“ฮ่าฮ่าฮ่า ขอโทษจริงๆ เรื่องที่พูดไปเมื่อกี้ก็ขอให้ลืมๆไปเถอะนะ”
“อ…อ่ะฮะฮะ ไม่ต้องกังวลหรอกครับ”
ดูเหมือนว่าจะรู้ตัวว่าเผลอพูดออกมา ท่านเคานต์จึงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะก้มหัวขอโทษ
ด้วยตำแหน่งของท่านคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะก้มหัวแบบนี้ แต่ก็เพราะแบบนี้แหละที่เอเรน่าและอารันถึงได้เติบโตมาอย่างตรงไปตรงมา
“เอาล่ะ งั้นเรามาพูดเรื่องหลักกันเถอะ เวลามันผ่านมานานแล้ว”
“ได้ครับ”
“ขอโทษที่ต้องให้นายมาเจอกันที่นี่ด้วย”
ท่านเคานต์ขอโทษก่อนจะเปลี่ยนบรรยากาศไป ด้วยการทำสีหน้าเคร่งขรึมเหมือนกำลังทำงาน
“ก่อนอื่นเลย ขอบคุณที่รับฟังคำปรึกษาของอลัน สำหรับเรื่องที่เขาได้รับคำแนะนำจากนายนั้น แม้ว่าจะเขียนในคำเชิญไปแล้ว แต่ก็อยากขอบคุณอีกครั้ง”
“อ…มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องขอบคุณอะไรขนาดนั้นหรอกครับ”
“ไม่ต้องถ่อมตัวหรอก นายได้ฟังเรื่องของอลันจากเอเลน่า เลยไปหาเขาแล้วช่วยเหลือเขาใช่ไหม? การที่ใช้เวลาและความพยายามช่วยเหลือได้ขนาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
“อ๊ะ…”
คำว่า ‘บังเอิญ’ ขึ้นมาในหัวของเบเรธทันที เขาคิดจะพูดออกไปแต่ก็ไม่ได้มีโอกาสทำ
“ในฐานะพ่อคนหนึ่ง ฉันขอขอบคุณจริงๆ เพราะจากงานของฉันแล้วมันยากที่จะมีเวลาให้กับลูกๆ”
ท่านเคานต์กล่าวคำขอบคุณออกมา
“กลับมาที่เรื่องของอลัน เขามาขอคำปรึกษาอะไร และนายให้คำแนะนำยังไง ฉันอยากจะพูดคุยลึกๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้วันนี้”
“ถ้าพูดถึงเรื่องที่ลึกๆ นั้นคือ…”
“อืม… นายคงเดาได้อยู่แล้ว วันนี้ฉันจะทดสอบนาย”
“….”
เบเรธคิดในใจ ‘ไม่ได้เดาไว้เลย…’
แต่ท่านเคานต์กลับไม่รู้เรื่องนั้น
“อลันตั้งเป้าให้ลดการทิ้งขยะอาหารใช่ไหม? เขาต้องการให้แจกอาหารฟรีให้กับคนที่กำลังเดือดร้อน ใช่ไหม? สรุปแล้วมันคือแนวคิดที่ให้ทั้งสองฝ่ายเสียหายน้อยที่สุด”
“ใช่ครับ”
เบเรโตรู้สึกชื่นชมกับท่านเคานต์ที่สามารถอธิบายอย่างชัดเจนได้
“แล้วนายก็ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงใช่ไหม? ว่าถ้าอาหารที่แจกไปทำให้คนท้องเสียจะทำยังไง? หรือถ้ามีคนสร้างข่าวลือด้านลบกับร้านขึ้นมาจะทำยังไง? และนายยังบอกว่า ‘คนที่ตั้งใจเอาเงินจากเราจะหาข้ออ้างใส่ร้ายเราได้เสมอ เรื่องนี้ถ้าต่อสู้ไปก็จะมีข่าวลือไม่ดีออกมา และส่งผลเสียกับร้าน’ “
“ใช่ครับ”
“แล้วนายอธิบายได้ว่าทำไมเราถึงต้องทิ้งอาหารบางส่วนใช่ไหม? ‘เพราะบางคนเอาความใจดีของเราไปใช้ในทางที่ผิด และในโลกนี้มันไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นคนดี’ และ ‘ถ้าร้านไม่เจริญ เราก็ไม่สามารถดูแลชีวิตของพนักงานที่ช่วยเราได้’”
“ก็…ใช่ครับ…”
เบเรธตกใจที่ท่านเคานต์รู้รายละเอียดทั้งหมด
สิ่งที่เขาสามารถคาดเดาได้ก็คือ อลันน่าจะจดจำคำของเขาทั้งหมดไว้และถ่ายทอดทุกคำพูดให้กับพ่อของเขา
“นักเรียนที่สามารถโน้มน้าวอลันที่เรียนรู้เรื่องการบริหารธุรกิจไปบ้างแล้วให้เข้าใจและออกความคิดเห็นได้ขนาดนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย คนที่สามารถทำแบบนี้ได้มีน้อยมาก ถ้าจะพูดก็คือนายเก่งมากจริงๆ”
“อ…ขอบคุณครับ…”
(คงบอกไปไม่ได้ว่าเป็นเพราะความทรงจำจากชาติที่แล้วสินะ…)
มันก็เป็นเรื่องที่สมควรที่คนอื่นจะมองว่าเขามีความสามารถ
“ดังนั้น ฉันอยากจะถามนายหน่อย คิดว่าแนวคิดของอลันมันยากใช่ไหม? แต่นายไม่เคยบอกว่า ‘ทำไม่ได้’ หมายความว่ามีทางออกอยู่ แต่คิดว่าเขาควรลองคิดหาทางออกด้วยตัวเองก่อน นายเลยไม่พูดอะไรสินะ? ผมเดาแบบนี้”
ความรู้สึกที่เบเรธเคยรู้สึกถึงบรรยากาศที่เป็นมิตรตอนเจอกันครั้งแรกหายไปแล้ว เขารู้สึกเหมือนถูกสัมภาษณ์อย่างเข้มข้น
“….อ…ครับ ตามที่ท่านบอกเลยครับ ผมคิดว่าท่านก็คงคิดไว้บ้างแล้วเหมือนกัน”
“ว่าต่อสิ”
“สิ่งที่สำคัญที่สุดในคอนเซ็ปต์ของเขาคือการมอบอาหารหรืออาหารที่เกือบจะถูกทิ้งให้กับคนที่ไม่เคยหักหลังความตั้งใจดีนั้น หากสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ก็คิดว่าไม่มีปัญหาอื่นๆ แล้วครับ”
“อืม…”
“ดังนั้น…ถ้าเป็นผมจะเลือกคนที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างรอบคอบ”
“การบอกอย่างนี้กับอลันที่อยากจะช่วยคนมากๆ คงไม่ง่ายสินะ”
“ใช่ครับ”
เบเรธพยักหน้าตามที่ท่านเคานต์พูด เขารู้ว่าถ้าทำตามนี้ก็จะช่วยลดการทิ้งอาหารได้ และยังสามารถช่วยคนอื่นได้อีกด้วย
“งั้นคนที่นายเลือกคือใครล่ะ?”
“ผมเลือกสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าครับ”
“ช่วยบอกเหตุผลให้ฟังหน่อยได้ไหม?”
“ถ้าจะพูดถึงคนที่ไม่หักหลังความตั้งใจดี ต้องเป็นคนที่ไม่มีเหตุผลที่จะหักหลังความดีนั้นเลย สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นที่ที่ถึงจะยากจนแต่ก็ยังดูแลเด็กๆ ทุกคนอย่างดี พนักงานที่นี่คงไม่มีใครที่จะไปหักหลังผลประโยชน์จากอาหารที่ได้รับเพื่อทำเรื่องไม่ดี”
“อืม…”
“ขอโทษนะครับ ผมพูดจากมุมมองของผมเท่านั้นเอง”
ตอนนี้อิลเชสตัสเต็มไปด้วยความเงียบสงบ ดูเหมือนจะกำลังพิจารณาเกี่ยวกับคำตอบและเหตุผลของเบเรธอยู่
เขารู้สึกว่าเขากำลังถูกทดสอบจริงๆ
“พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ คำตอบของนายสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว เพราะมันสมบูรณ์แบบ ฉันเลยจะถามให้ลึกกว่านี้… ถึงแม้จะวางแผนไว้ดีแล้ว ก็ยังคงมีความเสี่ยงที่จะถูกหักหลังเกิดขึ้นมาอยู่ดี นายจะมองผลตอบแทนที่ได้จากการแบกรับความเสี่ยงนี้คืออะไรล่ะ?”
“เอ่อ…คือ…”
มันไม่แปลกเลยที่เบเรธจะอึ้งไป เพราะนี่คือการคิดในแบบนักลงทุน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เจ้าของธุรกิจต้องคิดถึงเป็นอันดับแรก
“…”
เบเรธพยายามขบคิดอย่างหนัก และหลังจากคิดได้ครู่หนึ่ง เขาก็เริ่มพูด
“หนึ่งในนั้นคือ เมื่อเด็กๆ ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าโตขึ้น พวกเขาก็อาจจะกลายเป็นแรงงานที่สามารถช่วยได้ เมื่อเราให้ความช่วยเหลือพวกเขาไปแล้ว ผมคิดว่าพวกเขาคงจะไม่หักหลังเราได้ง่ายๆ และเมื่อข่าวที่เราช่วยเหลือสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ากระจายไป ก็จะทำให้เรามีความไว้วางใจจากชุมชนมากขึ้นครับ”
“แล้วแบบนั้นมันไม่คิดว่าเป็นผลตอบแทนที่น้อยไปเหรอ? เรากำลังเสี่ยงที่จะสูญเสียร้านนะ”
เขาก็ขมวดคิ้วแล้วพูดออกมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา
น่าจะเป็นการสอบถามที่ลึกที่สุดแล้ว
เขาจ้องมองเบเรธด้วยสายตาที่กดดัน แต่เบเรธก็จ้องกลับไปอย่างมั่นใจ
“…ผมไม่คิดอย่างนั้นครับ”
“โอ้”
“ที่ผมพูดเองก็รู้ว่า ผลประโยชน์จากแรงงานมันอาจจะไม่มากนัก แต่ความไว้วางใจนั้นต่างออกไป มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน และความไว้วางใจนั้นก็จะช่วยดึงดูดลูกค้า เมื่อถึงเวลาที่ยากลำบาก พวกเขาจะยื่นมือมาช่วยเหลือเรา ผมเชื่อว่าในระยะยาวมันจะกลายเป็นผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ครับ”
“…อืม… เยี่ยมมาก คำตอบของนายไม่มีที่ติเลย”
ทันทีที่ท่านเคานต์พูดจบ
เขาก็ยิ้มเผยฟันขาว พร้อมกับทำให้บรรยากาศที่เคยตึงเครียดหายไปหมด
ท่าทางที่เขายิ้มออกมาทำให้บรรยากาศกลับมาดูเป็นมิตรเหมือนตอนแรก
“ขอถามอะไรหน่อย นายคงเดาออกใช่ไหม? ว่าฉันคิดเหมือนกันกับที่นายพูดไปเมื่อกี้น่ะ”
“แน่นอนครับ”
มันไม่ใช่การถ่อมตัว
คนที่เบเรธกำลังพูดด้วยอยู่นั้นคือยอดนักธุรกิจร้านอาหารที่พัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ไม่อาจเป็นไปได้ว่าเขาจะไม่คิดแบบนี้
“งั้น นายคิดว่าฉันโง่รึเปล่าที่เลือกจะปล่อยให้ทิ้งอาหารโดยที่ไม่ทำตามแผนที่คิดไว้? ไม่มีพิธีรีตองหรอก ตอบมาตรงๆ เถอะ”
“โง่เหรอครับ? การที่ผมพูดแบบนี้มันอาจจะดูเกินตัวไปหน่อย แต่ผมคิดว่ามันดูเท่มากเลยครับ”
“ดูเท่เหรอ?”
“ใช่ครับ”
คำพูดที่คาดไม่ถึงทำให้ท่านเคานต์แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
“มันทำให้ความตั้งใจที่ว่า ‘อยากจะปกป้องร้านและพนักงาน’ ของท่านแข็งแกร่งมาก”
“…”
“และด้วยการที่ร้านอาหารของท่านเติบโตมากขนาดนี้ ผมคิดว่าการไม่รับความเสี่ยงที่จะทำให้ร้านต้องพัง มันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องครับ”
“ฮึ… ฮะฮะฮะ! แบบนี้เองเหรอ”
เมื่อเบเรธพูดจบ เขาก็หัวเราะออกมาเสียงดังอย่างอารมณ์ดี
“ถูกใจจริงๆ! จริงๆ แล้ว ฉันอยากให้นายมาช่วยงานอลันน่ะ… ว่าไง? มีรางวัลตอบแทนดีๆ แน่นอน!”
“เอ๊ะ!? ไม่ครับ ผมยังไม่เก่งพอหรอกครับ”
“ไม่มีทางหรอก นายทำให้ฉันเห็นแล้วว่า ไม่มีใครจะคิดเรื่องของอลันได้ดีเท่านาย”
“…”
“นายเป็นคนที่บอกว่า ‘การช่วยเหลือคนยากจนไม่ค่อยจะได้อะไรกลับมาหรอก’ ใช่ไหม? แต่ถึงอย่างนั้น นายก็ยังสามารถเสนอสิ่งที่ตอบแทนได้อย่างชัดเจน ทั้งหมดที่นายแนะนำไปก็เป็นสิ่งที่จะทำให้อลันได้คิดและพัฒนาต่อ”
ท่านเคานต์ยิ้มกริ่มอย่างพอใจในตัวเบเรธ
เบเรธก็แค่ยิ้มแหยๆ กลับไป
“ฮะฮะ… คือว่า ผมเคยคิดมาตลอดนะครับว่า สิ่งผมแนะนำไป คงได้รับการถ่ายทอดอย่างละเอียดมากเลยนะครับ”
“อืม… ไม่ถึงกับฟังจากนายโดยตรงหรอกนะ แต่อลันก็เป็นคนฉลาดเหมือนกัน เขาไม่ลืมสิ่งที่เขาได้รับคำแนะนำหรอก”
“อ๋อ… เข้าใจแล้วครับ”
มันเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อ แต่เมื่อได้ยินแบบนี้ เบเรธก็เริ่มเชื่อขึ้นมา
และเมื่อเรื่องคุยที่ยากๆ จบลง
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างพอดีราวกับว่าได้ยินการสนทนา
“คุณพ่อคะ ชาพร้อมแล้วค่ะ”
เสียงของเอเลน่าดังขึ้น
บรรยากาศเหมือนกับการหยุดพักจากเรื่องสำคัญทำให้เบเรธได้พักหายใจเล็กน้อย
ชายหนุ่มคนนั้นรู้สึกผ่อนคลายจากความตึงเครียดที่เขาเคยมี แต่ก็กังวล…..อีกเรื่องที่เขียนไว้ในจดหมายเชิญ