ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 335 โลกอื่น
- Home
- All Mangas
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 335 โลกอื่น
ตอนที่ 335 โลกอื่น
ลูเมี่ยนละสายตาจากหน้าสมุดบันทึก มองฟรังก้าแล้วพูด
“มันมีปัญหาอะไร?”
เขาศึกษามนตร์เรียกวิญญาณมาหลายรอบแล้ว ถ้ามีปัญหาจริงก็ควรเอะใจได้บ้าง
สิ่งเดียวที่เด็กหนุ่มขาดไปคือ เรียนรู้เวทมนตร์ชนิดนี้ ลองนำมาปฏิบัติใช้จริง แล้วยืนยันผลลัพธ์ แต่เขามิใช่ผู้วิเศษในลำดับดังกล่าว ถึงจะกลายเป็นนักวางเพลิงก็ทำไม่ได้
ฟรังก้านิ่งเงียบไปสองสามวินาทีแล้วถามว่า
“มนตร์เรียกวิญญาณจะส่งผลอย่างไรเมื่อใช้กับคนอื่น”
“ทำให้วิญญาณที่หลุดจากร่างด้วยเหตุผลบางประการ ย้อนกลับมาอีกครั้ง… ทำให้กายดาราที่หลงทางในโลกวิญญาณ รับรู้ถึงการเรียกหา จนมีโอกาสสร้างการเชื่อมต่อกับร่างกายอีกครั้ง” ลูเมี่ยนตอบโดยอ้างอิงจากคำบรรยายในสมุดบันทึก จากนั้นจึงยกตัวอย่างตามความเข้าใจของตน “ในการต่อสู้คราวก่อน ถ้าผมได้รับอิทธิพลจาก ‘ศาสตร์ลับกลืนวิญญาณ’ ของกิโยม·เบเนต์จนปวดหัวรุนแรง มนตร์เรียกวิญญาณก็น่าจะช่วยให้ฟื้นสติกลับมาได้ แต่แน่นอน ฝ่ายเราต้องมีผู้วิเศษที่เรียนมนตร์นี้แล้วสามารถใช้งานมันได้”
ฟรังก้าไม่สนใจคำตอบของลูเมี่ยน เพียงถามต่อด้วยเสียงค่อนข้างทุ้มต่ำ
“แล้วถ้าใช้กับตัวเองล่ะ”
นี่มันคำถามอะไร? ลูเมี่ยนไตร่ตรองสักพักแล้วจึงตอบ
“ไม่มีผล”
“ถ้าไม่เกิดภาวะ ‘วิญญาณแยกกับกายเนื้อ’ การใช้มันกับตัวเองก็จะไม่เกิดผลใด แต่ถ้ามีภาวะดังกล่าว ก็คงจะใช้มนตร์ไม่ได้แต่แรก”
“ถ้าเกิดว่า…” ฟรังก้าพูดไปสักพักก็เงียบลงกลางคัน
จินนาเหล่มองฟรังก้าแวบหนึ่ง แล้วหันไปมองลูเมี่ยน ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างรู้งาน ยิ้มแล้วกล่าว
“เหนื่อยติดต่อกันมาก็นาน พวกคุณไม่หิวบ้างหรือไง? ฉันออกไปหาของว่างมาให้กินตอนบ่ายดีไหม”
“ดีเลย” ลูเมี่ยนตอบแทนฟรังก้า
เขาสัมผัสได้ว่า สิ่งที่ฟรังก้ากำลังจะพูดต่อไป คงเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกให้จินนาอยู่ฟัง ถึงได้พูดแค่ครึ่งทางแล้วหยุดลงกะทันหัน
อันที่จริง ลูเมี่ยนกำลังชั่งใจว่าควรเผยแผ่ศาสนาเดอะฟูลให้จินนาด้วยดีไหม อย่างไรเสีย ทุกคนก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ต่อไปคงมีภารกิจร่วมกันอีกไม่น้อย ในสถานการณ์ดังกล่าว บางความลับก็ปิดบังไม่ได้ บางความลับถ้าปกปิดไว้ก็จะสร้างปัญหาใหญ่หลวงในการประสานงาน
ส่วนคำถามที่ว่า ควรจะเปิดเผยข้อมูลของชุมนุมทาโรต์กับสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิกหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ลูเมี่ยนจะตัดสินใจเองได้
หลังจากคิดอยู่หลายตลบ เขาอยากรอให้จินนากลายเป็นแม่มดเสียก่อนจึงค่อยเผยแผ่ศาสนาเดอะฟูล ตอนนี้ลำดับของจินนายังต่ำเกินไป พลังน้อยเกินไป รู้มากไปก็ใช่ว่าจะดี เพราะมีความเสี่ยงที่อาจถูกจับตามอง อาจทำให้ความลับรั่วไหลโดยไม่รู้ตัว ส่วนลำดับ 7 แม่มดแห่งเส้นทางนักลอบสังหาร ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงคุณภาพครั้งสำคัญก่อนถึงครึ่งเทพ ซึ่งจะทำให้จินนาสามารถปกป้องตัวเองได้
ลูเมี่ยนยังไม่แน่ใจว่าลำดับ 5 ของเส้นทางนี้เรียกว่าอะไร มีพลังวิเศษแบบใดบ้าง แต่เด็กหนุ่มมองว่าลำดับ 6 อย่าง ‘นางมารสุขสม’ เกิดการเปลี่ยนเชิงคุณภาพไม่มากนักหากเทียบกับแม่มด เพราะแม้แต่เพศของคนก็ยังเปลี่ยนกันได้
หลังจากมองจินนาเดินออกจากประตูห้อง 601 รอจนกระทั่งเสียงฝีเท้าของเธอลงบันไดไปอย่างเบาหวิว ฟรังก้าได้เปลี่ยนมานั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้เอนหลัง พูดพลางถอนหายใจว่า
“อันที่จริง ก็ใช่ว่าจะบอกกับจินนาไม่ได้หรอก แต่ฉันเกรงว่าเธอจะกลัวฉัน เว้นระยะห่างจากฉัน รวมถึงมองฉันด้วยสายตาไม่ดี”
ลูเมี่ยนไม่ได้ถามว่า ‘แล้วคุณไม่กลัวว่าผมจะทำแบบเดียวกันหรือไง’ เพียงนั่งกลับลงไปใหม่ รอให้ฟรังก้าอธิบายปัญหาของมนตร์เรียกวิญญาณอย่างอดทน
ฟรังก้าเม้มปาก บางครั้งลังเล บางครั้งกังวล ผ่านไปพักใหญ่จึงยิ้มเย้ยหยันตัวเอง
“ถ้าไม่ใช่เพราะฉันได้กลิ่นอันตรายจากเรื่องนี้ หัวเด็ดตีนขาดก็คงไม่ยอมเล่าให้ใครฟังแม้จะเป็นคุณ จะฝังมันไว้ในใจไปตลอดกาลจนถึงวันนอนโลง… อา… ยังมีอีกหนึ่งสาเหตุ นั่นคือคุณได้วิชาฮึ่มฮ่ามาอย่างไร คำตอบนี้สำคัญกับฉันมาก หวังว่าคุณจะยอมเล่ารายละเอียดอย่างตรงไปตรงมา เหมือนกับที่ฉันกำลังจะเล่าความลับให้ฟัง”
“อา… ชาวสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิกเรามีจุดร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นคือพวกเราล้วนมาจากโลกอื่น!”
พอพูดจบประโยค ฟรังก้าก็เหมือนถูกดูดพลังออกไปทั้งตัว ทิ้งร่างเอนหลังลงบนเก้าอี้ทันที
ท่าทางที่นางมารสุขสมกระทำลงไปโดยไม่รู้ตัว แม้นลูเมี่ยนไม่คิดเรื่องพรรค์นั้นเลยสักนิด ก็ยังรู้สึกร้อนวูบวาบอย่างห้ามไม่อยู่
“โลกอื่น?” ลูเมี่ยนถามย้ำด้วยความตกใจ
นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิด
ยากที่คนทั่วไปจะจินตนาการถึงสิ่งนี้ กระทั่งในนิยายก็ยังพบเห็นได้น้อยมาก!
เขาระงับอารมณ์ ถามหลังจากใคร่ครวญ
“มันคือ ‘บ้านเกิด’ ที่พี่สาวพูดถึงบ่อยๆ สินะ… บ้านเกิดที่ไม่มีวันได้กลับไป…”
ก่อนหน้านี้ เขาเข้าใจว่าบ้านเกิดของพี่สาวคงถูกทำลายไปเพราะไฟสงคราม เธอถึงได้พูดว่าไม่มีวันกลับไปได้อีก ไม่อย่างนั้น ต่อให้ถูกทั่วโลกออกหมายจับ แต่ด้วยอำนาจของ ‘จอมเวท’ ก็ควรจะย่องกลับไปได้สักหนสองหนโดยไม่มีใครรู้
ในภายหลัง เมื่อลูเมี่ยนรู้ว่าโอลัวร์คือชาวทรีอาร์ เรื่อง ‘บ้านเกิด’ ที่ว่านั่นก็ยิ่งน่าฉงน
พอฟรังก้าได้ยินคำพูดลูเมี่ยน สีหน้าก็พลันสลับซับซ้อนขึ้นมาทันที ระคนไปด้วยความอ้างว้าง เศร้าหมอง และใคร่ครวญ
“เธอพูดถึง ‘บ้านเกิด’ บ่อยหรือ” ฟรังก้าหลับตาลงเพื่อซ่อนประกายที่วูบผ่านไป
โดยไม่รอให้ลูเมี่ยนตอบ เธอเม้มปากเล่าต่อ
“ให้จินตนาการว่าเป็นดาวอีกดวงหนึ่ง หรือไม่ก็มิติอื่น”
ลูเมี่ยนจมลงในความทรงจำ พึมพำกับตัวเองว่า
“ถึงว่าทำไมเธอชอบขึ้นไปดูท้องฟ้ายามค่ำคืนบนหลังคานัก…”
“ท้องฟ้ายามค่ำคืน…” ฟรังก้าทวนคำพูดเสียงเศร้า
ห้องนั่งเล่นในห้อง 601 ถูกความเงียบสงัดเข้าครอบงำทันที ทั้งลูเมี่ยนและฟรังก้าต่างก็จมดิ่งอยู่ในอารมณ์ของตน
สักพักหนึ่ง เด็กหนุ่มฉุกคิดถึงบางสิ่ง
มาดามเมจิกเชี่ยนเคยกล่าวว่า มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย รวมถึงเหล่าเทพมารทั้งหลาย ล้วนถูกกีดกันอยู่นอกโลกของเรา โดยพยายามส่งพลังแทรกซึมเข้ามา
เขาเงยหน้าขึ้น มองฟรังก้าแล้วถาม
“หรือว่าพวกคุณจะเป็นบริวารของเทพมารสักองค์ที่ถูกส่งเข้ามาในโลกของเรา…”
“หึ!” ฟรังก้าสลัดจิตใจออกจากอารมณ์เมื่อครู่ในพริบตา “แล้วพวกเราดูเหมือนแบบนั้นหรือไง”
“ไม่เหมือนเลย” ลูเมี่ยนใช้ความคิดครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “อ่อนแอเกินไป หากเทพมารใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อส่งพวกคุณจำนวนมากเข้ามายังโลก สู้เปลี่ยนเป็นการส่งนักบุญมาสักสองสามตนไม่ดีกว่าหรือ… หรือว่าคาดหวังกับพัฒนาการของพวกคุณ?”
ความอ่อนแอก็เป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง ช่วยให้แทรกซึมผ่านเกราะกำบังโดยไม่ถูกจับได้
ฟรังก้าพยายามโต้แย้งด้วยอารมณ์ขำขันปนโกรธ แต่ก็หาหลักฐานที่หนักแน่นไม่ได้ จึงสรุปออกไปตรงๆ ว่า
“อย่างไรเสีย ตอนนี้ฉันก็ศรัทธาในมิสเตอร์ฟูลทั้งหัวใจ แล้วก็ พวกสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิกเท่าที่ฉันรู้จัก ไม่มีใครศรัทธาในเทพมารเลยสักคน”
“ถึงจะศรัทธา ก็ใช่ว่าคุณต้องรู้สักหน่อย…” ลูเมี่ยนพึมพำ
ฟรังก้าเลิกเถียงกับเด็กหนุ่ม หันมาพูดกับตัวเองต่อ
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเราข้ามมิติมาได้อย่างไร จนถึงตอนนี้ก็ยังตามหาคำตอบกันอยู่ รู้แค่ว่าพวกเรามาถึงโลกนี้ในรูปแบบวิญญาณ แล้วทยอยฟื้นคืนชีพในร่างมนุษย์ที่เพิ่งเสียชีวิตหมาดๆ … อา… ก็เหมือน… เหมือนกับพลัง ‘เกิดใหม่’ ของกิโยม·เบเนต์น่ะ”
พอมีตัวอย่าง ลูเมี่ยนก็เข้าใจสถานะของฟรังก้ากับชาวสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิกได้โดยง่าย
“หรือก็คือ พวกคุณยึดร่างคนอื่นมา?”
“ใช่” ฟรังก้าเหล่มองลูเมี่ยนแล้วพูดต่อ “คุณรู้สึกผิดหวังบ้างไหม เมื่อรู้ว่าพี่สาวในดวงใจเป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อนที่ยึดร่างคนอื่นอยู่?”
“ทำไมต้องผิดหวัง?” ลูเมี่ยนตอบอย่างไร้อารมณ์ “โอลัวร์·ลีที่รับผมมาเลี้ยง และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่หมู่บ้านกอร์ตูเกือบหกปี คือพี่สาวของผม ส่วนร่างดังกล่าวจะเคยเป็นของใครมาก่อน มีประสบการณ์แบบใด ผมไม่สนใจเลยสักนิด”
ฟรังก้าเอ่ยถามประหนึ่งถามแทนตัวเอง
“คุณไม่คิดหรือว่าการทำแบบนี้มันชั่วร้าย ไม่คิดหรือว่าฉันกับพี่สาวเป็นโจรขโมยร่าง ขโมยชีวิตผู้อื่น คุณไม่รู้สึกขัดแย้งหรือสับสนทางศีลธรรมเลยหรือ”
“ผมไม่มีศีลธรรม” ลูเมี่ยนตอบอย่างสงบ
ตามด้วยเสริมอีกประโยค
“ใครดีกับผม ผมก็ดีกับคนนั้น”
ฟรังก้าอ้าปากค้าง หมดคำจะโต้แย้งไปชั่วขณะ
ลูเมี่ยนมองเธอแล้วพูด
“เจ้าของร่างเดิมก็ตายไปแล้ว เรียกว่าการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ดีกว่า ถ้าคุณรู้สึกผิด ก็แค่ปฏิบัติต่อครอบครัวของเธอ ไม่สิ ของเขาให้ดี แล้วช่วยให้ความปรารถนาของเขาเป็นจริงสักข้อ”
“อา…” ฟรังก้าเม้มปาก ผงกศีรษะเชื่องช้า
เธอรีบวกกลับมายังหัวข้อเดิม
“ถ้าคนแบบพวกเราใช้มนตร์เรียกวิญญาณกับตัวเอง คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น?”
“ก็คง… ทำให้วิญญาณที่จากไปแล้วหวนกลับมา? แต่ถ้าวิญญาณพวกนั้นมีปัญหาล่ะก็…” ลูเมี่ยนพลันกระจ่างทันที
ขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มหวนนึกถึงแนวทางการสืบสวนที่ ‘เฮล่า’ รองประธานสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิกเคยระบุไว้:
“พ่อแม่และญาติๆ ของมักเกิ้ลน่าจะยังมีชีวิตอยู่ เธอหนีห่างจากพวกเขาด้วยเหตุผลบางอย่าง ไม่กล้าย้อนกลับไปที่กรุงทรีอาร์อีก ฉันไม่แน่ใจว่าพวกเขามีปัญหาหรือไม่ เคยติดต่อกับสาวกเทพมารหรือเปล่า…”
มาดามเฮล่าสงสัยมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว? ลูเมี่ยนขมวดคิ้วพลางพูดเสียงเบา
“วิญญาณเดิมของโรช·หลุยส์·ซ็องซง? เธอกับญาติบางคนเป็นสาวกเทพมารมาเนิ่นนานแล้ว เป็นหนึ่งในสมาชิกขององค์กร ‘คนบาป’ ?”
“นี่คือทิศทางการสืบสวนต่อไป” ฟรังก้าลังเลครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ “นอกจากนี้ยังมีอีกสองคำถาม: มักเกิ้ลใช้มนตร์เรียกวิญญาณกับตัวเองทำไม? พวกสมาชิก ‘วันเอพริลฟูล’ ที่ขายมนตร์นี้ให้เธอ ได้คำนึงถึงผลลัพธ์ที่อาจจะตามมาหรือไม่”
ฟรังก้าเริ่มตงิดใจว่าภายในสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิกอาจมีปัญหา จึงยอมเล่าความลับเรื่องการข้ามมิติให้ลูเมี่ยนฟัง
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ ดวงตายังคงไร้อารมณ์ แล้วจึงกล่าวพลางยกมุมปากเล็กๆ
“คุณเคยบอกว่า ‘วันเอพริลฟูล’ เป็นกลุ่มย่อที่ตั้งขึ้นโดยคนของสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิกที่สิ้นหวังกับอนาคต มีเป้าหมายเพียงเพื่อแสวงหาความสนุกสนาน คนที่ขายมนตร์เรียกวิญญาณให้โอลัวร์ อาจต้องการเห็นเรื่องราวสนุกๆ หรืออะไรทำนองนั้นหรือเปล่า”
ฟรังก้าเงียบไปครู่หนึ่ง
“ฉันก็ไม่รู้… เดี๋ยวจะช่วยตามหาสมาชิก ‘วันเอพริลฟูล’ คนนั้นให้ เพื่อสืบสวนหาแรงจูงใจ”
ลูเมี่ยน ‘อืม’ สั้นๆ แล้วตอบ
“ผมจะสืบทางด้านโรช·หลุยส์·ซ็องซง”
เมื่อหัวข้อเกี่ยวกับมนตร์เรียกวิญญาณจบลง ห้องนั่งเล่นในห้อง 601 ก็เงียบสงัดอีกครั้ง
เว้นช่วงสักพัก ฟรังก้าถอนหายใจยาว พูดกับลูเมี่ยนว่า
“เรามาคุยเรื่องวิชาฮึ่มฮ่ากันดีกว่า”
……………………………………………………..