พันธสัญญาลวงรัก - ตอนที่ 112 อยากได้สาวแบบไหน
ตอนที่ 112
อยากได้สาวแบบไหน
ร่างกายของมู่อวี้เฉิงถูกห่อหุ้มไปด้วยรังสีเย็นชาที่ขับไล่ผู้คนออกไปนับพันไมล์
พวกลูกคุณหนูตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวและไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้
พวกเธอเขยิบเข้ามารวมตัวกันราวกับกำลังมอบความอบอุ่นให้แก่กัน ถึงแม้ว่าความร่วมมือกับเฮ่อกรุ๊ปจะเป็นสิ่งล่อตาล่อใจ แต่กลับไม่มีใครกล้าก้าวเท้าเข้าไปอีก
เฮ่อจิ่นเหยียนมองดูฉากตรงหน้าขณะที่เหงื่อเย็นผุดออกมาจากหน้าผาก ตอนนี้เขากำลังจนปัญญา
ก่อนจะเหลือบมองพวกคุณชายที่ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ
และชำเลืองมองพวกลูกคุณหนูที่เข้ามารวมตัวกันยืนสั่นด้วยความหวาดกลัว
เขาถอนหายใจเบา ๆ และพูดบอกคนอื่นว่า “พวกแกไปเล่นที่ห้องอื่นกันก่อนเถอะ”
“อวี้เฉิงล่ะ?”
“เดี๋ยวฉันอยู่ให้คำปรึกษาอวี้เฉิงเอง” เฮ่อจิ่นเหยียนตอบ
เฟิงอี้เฉินและพวกนายน้อยคนอื่น ๆ พยักหน้าและเดินพาพวกลูกคุณหนูออกไป
เหลือเพียงมู่อวี้เฉิงกับเฮ่อจิ่นเหยียนในห้องส่วนตัว ทุกอย่างดูว่างเปล่าลงทันที
เฮ่อจิ่นเหยียนรินเหล้าใส่แก้วที่อยู่ตรงหน้า และยกขึ้นมาชนกับแก้วเหล้าในมือของมู่อวี้เฉิงเบา ๆ
จนเสียง “กริ๊ง” ดังขึ้น เฮ่อจิ่นเหยียนก็จิบเหล้าในแก้ว
เขามองดูมู่อวี้เฉิงที่กำลังเมามาก ดวงตาพร่ามัวเล็กน้อย แล้วขมวดคิ้ว “ทำไมอีก?”
ทว่าคำตอบกลับมีเพียงความเงียบ มู่อวี้เฉิงไม่ได้หันหน้ามามองเขาด้วยซ้ำ
มู่อวี้เฉิงยกแก้วเหล้าขึ้นมาดื่มอีกครั้ง เฮ่อจิ่นเหยียนจึงคว้ามันไว้ “พอแล้ว! เพราะถงเหมี่ยวเหมี่ยวใช่มั้ย! ไอ้เพื่อนยากแกอยากได้สาวแบบไหน? จะไปมัวเสียเวลากับดอกไม้พรรค์นั้นทำไม?”
เมื่อได้ยินชื่อของถงเหมี่ยวเหมี่ยว มือที่ถือแก้วเหล้าของมู่อวี้เฉิงก็หยุดชะงักไปชั่วขณะ
หลังจากนั้นครู่หนึ่งจึงยกแก้วเหล้าขึ้นมาดื่มอีกครั้ง
เฮ่อจิ่นเหยียนยอมแพ้ หลังจากความพยายามในการห้ามปรามครั้งแล้วครั้งเล่าล้มเหลว
จนกระทั่งมู่อวี้เฉิงดื่มจนเมามาย และฟุบตัวลงกับโต๊ะ
เฮ่อจิ่นเหยียนประคองเขาออกมาคลับ แต่กลับพบว่ามึนดึกแล้วและไม่มีรถอยู่บนท้องถนน
เฮ่อจิ่นเหยียนถอนหายใจเบา ๆ และขอตัวออกไปส่ง มู่อวี้เฉิงที่คฤหาสน์ตระกูลมู่
“จิ่นเหยียน เกิดอะไรขึ้นกับอวี้เฉิง? ทำไมเมาขนาดนี้ล่ะ?” ลิ่นอวี๋เหยียนมองดูมู่อวี้เฉิงที่หมดสติด้วยความวิตกกังวล
เฮ่อจิ่นเหยียนไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่บอกว่า “คุณป้าครับ ไม่ต้องเป็นห่วง วันนี้พวกเราแค่ดื่มเยอะกันไปหน่อยครับ”
ลิ่นอวี๋เหยียนไม่ได้คิดอะไรมากนัก และตะโกนเข้าไปในบ้าน “เร็วเข้า เตรียมซุปแก้เมาค้างมาด้วย”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวที่อยู่อีกด้านหนึ่งรู้สึกว่าหลังจากพูดอธิบายกับมู่อวี้เฉิงไปแล้ว เธอกลับไม่รู้สึกสบายใจอย่างที่จินตนาการเอาไว้
ตรงกันข้ามมันกลับรู้สึกอึดอัดยิ่งกว่าเดิม ราวกับมีก้อนหินขนาดใหญ่กดทับหน้าอกเอาไว้ อึกอัดจนหายใจไม่ออก
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงกลายมาเป็นแบบนี้
เช้าวันรุ่ง ณ สตีเฟนกรุ๊ป
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมาถึงห้องทำงาน และได้รับโทรศัพท์จากเซ่าหมิงเวย
“คุณถง เราชนะคดีแล้วนะครับ ฟู่เจิ้งเวยกลับไปที่มู่กรุ๊ปแล้วด้วย” น้ำเสียงของเซ่าหมิงเวยดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
จากนั้นจึงพูดต่อว่า “ส่วนเรื่องที่ถงกัวฮุยฟ้องคุณ ทางศาลก็ตัดสินคดีความแล้ว”
“โอ้? เร็วจัง!”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินข่าวดังกล่าว
และอดจะถอนหายใจไม่ได้ สมแล้วที่เป็นทนายมือทองของมู่กรุ๊ป
ประสิทธิภาพในการทำงานของฟู่เจิ้งเวยนั้นรวดเร็วมาก และเกินกว่าที่เธอจินตนาการเอาไว้เล็กน้อย
ถึงแม้ว่าจะมีหลักฐานที่เป็นประโยชน์อยู่ในมือ แต่ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวก็ยังกังวลเล็กน้อยเพราะทนายความของอีกฝ่ายคือหลินเจี๋ยซิว
อย่างไรเสียหลินเจี๋ยซิวก็เป็นทนายมือทองของจิ้นกรุ๊ป และเป็นคนที่รับมือด้วยยาก
เดิมทีเธอนึกว่าคดีความนี้จะยืดเยื้อ แต่นึกไม่ถึงว่ามันจะจบลงภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน
…
ณ ห้องทำงานของจิ้นเป่ยเฉิงที่จิ้นกรุ๊ป
จิ้นเป่ยเฉิงกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยใบหน้ามืดมน น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
ตอนนี้เขาได้รับข่าวว่าหลินเจี๋ยซิวพ่ายแพ้คดีความ
ทำให้เขาไม่สามารถเข้าไปครอบครองที่ดินของถงกัวฮุยได้อีกต่อไป
หมายความว่าแผนการของเขาล้มเหลวอีกครั้ง
ดวงตาสีเข้มของจิ้นเป่ยเฉิงจ้องมองหลินเจี๋ยซิวที่กำลังยืนก้มหน้าอยู่อย่างใกล้ชิด
ดวงตาของเขาดุดันราวกับหัวหนาฝูงหมาป่าที่กำลังจ้องมองเหยื่อ อันตรายและทำให้ผู้คนรู้สึกอึดอัด
“ไอ้ขยะ!” จิ้นเป่ยเฉิงตบโต๊ะอย่างแรงและด่าทออย่างไร้ความปรานี
เสียงตบโต๊ะดังสนั่นจนทำให้หลินเจี๋ยซิวหวาดกลัวตัวสะดุ้งโหยง รีบก้มหน้าลง
ใบหน้าของเขามืดมนจนน่าสะพรึงกลัว แววตาลุกโชนราวกับมีเปลวไฟอยู่ข้างใน “จิ้นกรุ๊ปมอบเงินเดือนต่อปีไปให้แกตั้งมากมายเท่าไหร่ กับอีแค่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ทำไมถึงจัดการไม่ได้?! แล้วแกจะไปทำอะไรกิน!”
หลินเจี๋ยซิวหวาดกลัวมากจนเหงื่อผุดออกมา ก้มหน้าก้มตาไม่กล้าตอบคำถาม
เมื่อเห็นเขาก้มศีรษะลงราวกับนกกระจอกเทศ จิ้นเป่ยเฉิงก็อารมณ์เสียมากขึ้นกว่าเดิม
เขาด่าทอหลินเจี๋ยซิวอย่างหยาบโล้น “แกไม่ต้องทำงานแล้ว รีบไสหัวออกไปซะ!”
หลิวเจี๋ยซิวรีบพูดอธิบายเมื่อได้ยินจิ้นเป่ยเฉิงขับไล่ตนเอง “ท่านประธาน หลักฐานในมือของถงกัวฮุยมีไม่เพียงพอครับ ยิ่งไปกว่านั้นหลักฐานที่ตกไปอยู่ในมือของพวกเขาเหนือกว่าเรามาก…”
หลินเจี๋ยซิวไม่กล้าบอกจิ้นเป่ยเฉิงว่าคดีความนี้ถูกกำหนดให้พ่ายแพ้ลงตั้งแต่ต้น
จิ้นเป่ยเฉิงหงุดหงิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่เขากลับอารมณ์เสียยิ่งกว่าเดิมเมื่อได้ยินข้อแก้ตัวของหลินเจี๋ยซิว “หุบปาก! แกทำมันแย่ซะขนาดนี้ยังมีหน้ามาแก้ตัวอีกเหรอ? นี่คือทั้งหมดที่แกทำได้ใช่มั้ย?!”
เขาคว้ากองเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาเขวี้ยงใส่หลินเจี๋ยซิวด้วยความโกรธจัด
ทันใดนั้นกองเอกสารก็ปลิวว่อนเหมือนกับผีเสื้อ
หลินเจี๋ยซิวไม่กล้าหลบ ทำให้แฟ้มเหวี่ยงกระเด็นมาโดนใบหน้าของเขาโดยตรง
“ออกไปให้พ้น! ออกไปซะ!” จิ้นเป่ยเฉิงตะคอกและชี้นิ้วไปที่ประตู
หลินเจี๋ยซิวกุมหน้าผากที่ได้รับบาดเจ็บและเดินออกไป
ผู้ช่วยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เห็นว่าหลินเจี๋ยซิวเดินกลับออกไปแล้วจึงรีบเข้าไปเกลี้ยกล่อม
เขาก้มเก็บเอกสารที่อยู่บนพื้นแล้วพูดว่า “ท่านประธาน ใจเย็น ๆ ก่อนนะครับ ตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่านั้นที่ต้องจัดการ”
“เรื่องอะไรอีก?” จิ้นเป่ยเฉิงสลัดความโกรธทิ้ง และเหลือบมองเขาเล็กน้อย
ผู้ช่วยรีบตอบทันที “ท่านประธานลืมไปแล้วเหรอครับ? เคเอ็นกรุ๊ป บริษัทต่างชาติกำลังเชื้อเชิญให้ทุกคนนำสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาประมูลอยู่ คราวนี้มู่กรุ๊ปมีรายชื่ออยู่ในผู้เข้าแข่งขันการประมูลด้วย พวกเราจะแพ้ไม่ได้นะครับ”
จิ้นเป่ยเฉิงถอนหายใจ ขณะที่ใบหน้ามืดมนลง
ต้องบอกว่าการออกแบบสถาปัตยกรรมของจิ้นกรุ๊ปนั้นไม่เป็นรองใครในอุตสาหกรรมนี้อย่างแน่นอน
มู่กรุ๊ปก็แค่เท่านั้น พวกเขาจะมีความสามารถมาแย่งชิงโครงการนี้ไปจากมือของจิ้นกรุ๊ปได้อย่างไร
จิ้นเป่ยเฉิงเชื่อมั่นในสถาปัตยกรรมที่ออกแบบโดยบริษัทของเขามาก และไม่ได้ให้ความสำคัญกับคู่แข่งอย่างมู่กรุ๊ปเลย
เขาชื่อว่าโครงการของเคเอ็นกรุ๊ปจะต้องตกมาอยู่ในมือของเขา
จิ้นเป่ยเฉิงอารมณ์ดีขึ้นมากเมื่อนึกถึงโครงการนี้ รัศมีสยดสยองที่แผ่กระจายอยู่รอบตัวเขาเริ่มลดน้อยลง
เขายิ้มมุมปากและสั่งผู้ช่วยด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม “ให้นักออกแบบในแผนกทุกคนทำตัวให้กระปรี้กระเปร่า! ถ้าการออกแบบของใครโดดเด่นจนเข้าตาก็มารับเงินโบนัสสองแสนหยวนจากฉันไปเลย”
“ครับ ท่านประธาน” ผู้ช่วยพยักหน้าเล็กน้อย