ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง - บทที่ 161+162 ปรึกษาเรื่องการเดินทางเดินเท้าเข้าเมือง
- Home
- All Mangas
- ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง
- บทที่ 161+162 ปรึกษาเรื่องการเดินทางเดินเท้าเข้าเมือง
บทที่ 161 ปรึกษาเรื่องการเดินทาง
เมื่อเห็นท่าทีของอวิ๋นซิ่วชิงที่ดูไม่ค่อยแยแสบาดแผลของตัวเองเท่าไหร่ ผูเว่ยชางก็คว้าแขนของนางกลับมา และเริ่มจะโมโหขึ้นมาบ้างเพราะความเป็นห่วง “เจ้าบอกว่าข้าโง่ แต่เจ้าโง่ยิ่งกว่าข้าเสียอีก! เจ้าหนีบแขนตัวเองทำไม? ไม่อยากมีแขนนี้อีกแล้วหรือไง?!!!”
”ก็ข้ากลัวคนอื่นจะไม่เชื่อ” อวิ๋นซิ่วชิงพูดอย่างทำอะไรไม่ถูก
ผูเว่ยชางทายาให้อวิ๋นซิ่วชิงเสร็จสิ้นแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองนางอย่างจริงจัง “ครั้งนี้ข้าขอบคุณมาก”
อวิ๋นซิ่วชิงรู้สึกเคอะเขินเล็กน้อยกับสายตาของชายหนุ่ม พลางเอ่ยออกไปว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างเราคืออะไร? เรายังต้องขอบคุณกันอีกหรือ?”
ผูเว่ยชางยังคงจ้องมองอวิ๋นซิ่วชิง ขณะนั้นใบหน้าของเขาก็ร้อนผ่าวจนเกือบไหม้เพราะความเขิน
”ผูเว่ยชาง ข้าประหลาดใจมาก เจ้าหว่านเสน่ห์ใส่หลี่ฟู่หลานได้อย่างไร? หลี่ฟู่หลานดูคลั่งไคล้เจ้ามาก…” อวิ๋นซิ่วชิงถามอีกฝ่ายด้วยแววตาขำขัน
”ข้าไม่ได้มีอะไรกับนางเลย แต่นางชอบมาป้วนเปี้ยนใกล้ข้าเหมือนพวกแมลงวัน!”
ใบหน้าของผูเว่ยชางเปลี่ยนเป็นเย็นชาเมื่อพูดถึงหลี่ฟู่หลาน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาไม่ชอบหญิงคนนั้นมากแค่ไหน
ครั้นอวิ๋นซิ่วชิงได้ยินการเปรียบเทียบของผูเว่ยชางที่เปรียบหลี่ฟู่หลานว่าเป็นเหมือนแมลงวันก็ถึงกับหัวเราะ หากหลี่ฟู่หลานได้ยินผูเว่ยชางพูดเช่นนี้ คงจะโกรธจนตัวตายเป็นแน่!
หลังจากที่อวิ๋นซิ่วชิงหยุดหัวเราะ สีหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที “อย่าพูดถึงเรื่องเลวร้ายอีกเลย เรามาคุยเรื่องจริงจังกันดีกว่า”
ทันทีที่อวิ๋นซิ่วชิงบอกว่าเป็นเรื่องจริงจัง ผูเว่ยชางก็ถามขึ้นว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
”ข้าบอกพ่อของข้าเกี่ยวกับแผนการของเราที่จะเปิดร้านเพื่อขายผัก ท่านพ่อบอกว่าเราควรไปที่เมืองเพื่อซื้อร้านก่อน แล้วค่อยไปที่เมืองฉางอันเพื่อหาแหล่งผัก ข้าคิดว่าท่านพ่อพูดถูก ข้าจึงมาที่นี่เพื่อพูดคุยกับเจ้าว่าเราควรจะเข้าเมืองอีกครั้งเมื่อใด?” อวิ๋นซิ่วชิงอธิบายเรื่องนี้สั้น ๆ
หลังจากฟังคำพูดของอวิ๋นซิ่วชิงแล้ว ผูเว่ยชางก็พยักหน้า “พ่อของเจ้าพูดถูก พรุ่งนี้เราเข้าเมืองกันเถอะ”
”ตกลง เราไปกันเถอะ ไปหาหัวหน้าหมู่บ้านเดี๋ยวนี้เลย” อวิ๋นซิ่วชิงลุกขึ้นยืน
”เข้าเมืองคราวนี้ เราเดินเท้ากันเถอะ” ผูเว่ยชางมองอวิ๋นซิ่วชิง รอดูว่านางจะทำหน้าอย่างไรต่อไป
”อะไรนะ? ผูเว่ยชาง เจ้าล้อเล่นหรือเปล่า?!! วิธีที่เร็วที่สุดในการเข้าไปในเมือง ขนาดแค่เกวียนลายังใช้เวลาถึงสองชั่วยามเชียวนะ! หากเดินเท้าไป เราจะใช้เวลานานขนาดไหน?!”
อวิ๋นซิ่วชิงถึงกับตกใจ
ผูเว่ยชางมองดวงตาที่เบิกกว้างของอวิ๋นซิ่วชิงก็อดหัวเราะไม่ได้ เพราะนางช่างน่ารักจริง ๆ “ข้าไม่ได้ล้อเจ้าเล่น ฟังข้าสิ”
”ว่ามา” อวิ๋นซิ่วชิงกอดอกรอฟัง
”ชิงเหนียง เจ้าไม่คิดว่าเราต้องการรถม้าหรือ” ผูเว่ยชางไม่รีบร้อน เขาค่อย ๆ อธิบายออกมา
อวิ๋นซิ่วชิงพยักหน้า พวกเขาต้องการรถม้าจริง ๆ เพราะจะต้องใช้เวลาหลายวันในการไปที่เมืองฉางอัน ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการรถม้าเพื่อปกป้องพวกเขาจากลมและฝน
แต่มันเกี่ยวกับการที่พวกเขาจะต้องเดินเท้าเข้าเมืองอย่างไร?
”พูดต่อสิ” อวิ๋นซิ่วชิงเลิกคิ้วขึ้น
ผูเว่ยชางกระแอมไอเบา ๆ พยายามระงับรอยยิ้มและพูดต่อ “ชิงเหนียง เจ้าขับรถม้าเป็นไหม”
อวิ๋นซิ่วชิงส่ายหัว
”เจ้าไม่สามารถขับรถเกวียนลาหรือรถม้าได้ ดังนั้นเราจะกลับมาได้อย่างไรหลังจากที่เราเข้าเมืองไปซื้อรถม้ามาแล้ว? เพราะฉะนั้นเราต้องเดินไป และข้าจะได้ขับรถม้าที่ซื้อจากที่นั่นกลับมา” ผูเว่ยชางพูดช้า ๆ
”อืม สิ่งที่เจ้าพูดค่อนข้างสมเหตุสมผล แต่เราต้องเริ่มเดินเข้าเมืองเมื่อไหร่” อวิ๋นซิ่วชิงยังไม่อยากยอมรับการที่จะต้องเดินเท้าเข้าไปในเมืองเท่าไรนัก
”ไม่ต้องห่วง ฤดูหนาวจะมาถึงในไม่กี่วัน ผู้คนหลายกลุ่มจะขับรถม้าของพวกเขาไปที่เมืองเพื่อซื้อของ เมื่อถึงเวลานั้น เราจะใช้เงินและขอติดรถม้าของพวกเขาไปด้วย” ผูเว่ยชางค่อย ๆ อธิบายให้อวิ๋นซิ่วชิงฟัง
คำอธิบายของผูเว่ยชางทำให้อวิ๋นซิ่วชิงคล้อยตามในสิ่งที่เขาพูด หญิงสาวจึงพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของชายหนุ่ม
”ดี เช่นนั้นทำตามที่เจ้าว่า พรุ่งนี้เราไปพบกันที่ทางเข้าหมู่บ้าน…”
…
บทที่ 162 เดินเท้าเข้าเมือง
หลังจากที่ทั้งสองได้คุยกันเรื่องกำหนดการนัดแนะเข้าเมืองแล้ว อวิ๋นซิ่วชิงก็เอ่ยคำอำลากับชายหนุ่ม
ทว่าทันทีที่อวิ๋นซิ่วชิงกำลังจะเดินออกจากประตู ผูเว่ยชางก็หยุดนางไว้
นางหันมามองผูเว่ยชางอย่างสงสัย “มีอะไรหรือ?”
ผูเว่ยชางยื่นยาให้นางแล้วพูดว่า “ทามันลงไปอีก มันจะหายเร็วขึ้น”
อวิ๋นซิ่วชิงไม่อยากรับมา เพราะไม่มียาใดในโลกนี้ที่มีประโยชน์มากไปกว่าน้ำพุแห่งจิตวิญญาณในพื้นที่มิติของตัวเอง แต่เมื่อนางเห็นความพากเพียรของผูเว่ยชางแล้ว นางก็ตัดสินใจรับยามาจากชายหนุ่ม
เมื่อเห็นว่าอวิ๋นซิ่วชิงยอมรับยาทาของเขาแล้ว ผูเว่ยชางก็กล่าวว่า “กลับดี ๆ ล่ะ”
นางโบกมือให้ผูเว่ยชางแล้วเดินกลับบ้าน
หลังจากอวิ๋นซิ่วชิงกลับมาถึงบ้าน หญิงสาวก็บอกแผนการเดินทางให้พ่อของนางฟัง จากนั้นนางก็ช่วยเขาทำงานต่อ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เช้าวันรุ่งขึ้น อวิ๋นซิ่วชิงยังคงตื่นแต่เช้าเช่นเคย พ่อของนางทำขนมปังไส้เนื้อชิ้นใหญ่สองชิ้นให้อวิ๋นซิ่วชิง และมาส่งนางที่ประตู
เมื่ออวิ๋นซิ่วชิงมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน ผูเว่ยชางก็เพิ่งมาถึงพอดี นางส่งขนมปังไส้เนื้อชิ้นใหญ่ให้ผูเว่ยชาง จากนั้นทั้งสองก็เดินไปที่เมืองด้วยกัน
ทว่าอวิ๋นซิ่วชิงและผูเว่ยชางก็ช่างโชคร้าย เพราะหลังจากที่เดินมาเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง นางก็เหนื่อยล้ามากจนแทบหมดลมหายใจ อีกทั้งระหว่างทางก็ไม่มีรถม้าแล่นผ่านมาเลย
อวิ๋นซิ่วชิงนั่งลงบนพื้นพลางอ้าปากหอบหายใจ “ผูเว่ยชาง เจ้าไม่ได้บอกว่าจะมีรถม้าผ่านมาหรือ? รถม้าอยู่ที่ใด?”
ผูเว่ยชางเองก็หดหู่ใจมากเช่นกัน เพราะปกติแล้วในฤดูกาลนี้มักจะมีรถม้าจากหมู่บ้านต่าง ๆ เข้าไปที่เมืองเพื่อซื้อของสำหรับฤดูหนาว แต่ทำไมตอนนี้กลับไม่มีรถม้าสักคัน
อย่าว่าแต่รถม้าเลย เส้นทางนี้ไม่มีแม้แต่คนเลยด้วยซ้ำ!
อวิ๋นซิ่วชิงเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหดหู่ของผูเว่ยชางและหัวเราะออกมา “อย่าคิดมาก ผูเว่ยชาง หากไม่มีรถม้า พวกเราก็นั่งลงและพักผ่อนกันก่อน หากยังไม่มีรถม้าผ่านมาเสียที เราก็ค่อยเดินต่อ”
”นั่นเป็นวิธีเดียวจริง ๆ” ผูเว่ยชางขมวดคิ้วและถอนหายใจ ก่อนจะนั่งข้าง ๆ นาง
ทั้งสองพูดคุยหัวเราะกันอยู่พักหนึ่งแล้วลุกขึ้นเดินทางต่อไป หลังจากเดินไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม หูของผูเว่ยชางก็เหมือนจะขยับ และเขาก็หยุดนิ่งทันที
อวิ๋นซิ่วชิงเห็นว่าชายหนุ่มไม่เดินตามมาเสียทีจึงหันกลับไปมองด้านหลัง ทันใดนั้นนางก็เห็นรถม้าที่อยู่ห่างจากพวกเขาหลายจั้ง
อวิ๋นซิ่วชิงกระโดดขึ้นอย่างตื่นเต้น พร้อมกับโบกมือของนางและตะโกนเสียงดัง “หยุด ๆ!”
เมื่อผูเว่ยชางหยุดนิ่งจึงได้ยินเสียงรถม้า และเวลานี้เขายังเห็นอวิ๋นซิ่วชิงกระโดดขึ้นไปมาอย่างตื่นเต้น
เมื่ออวิ๋นซิ่วชิงตะโกนจนเสียงแหบแห้ง ในที่สุดรถม้าก็หยุดลงต่อหน้าพวกเขา
คนขับกระโดดลงจากรถม้า และวางม้านั่งไว้ที่เท้าของพวกเขา “แม่นางขึ้นไปได้ ภรรยาข้าเชิญท่านขึ้นรถม้า ส่วนคุณชาย ท่านกับข้าต้องนั่งอยู่ด้านนอก”
”ไม่มีปัญหา” ผูเว่ยชางตอบรับ คิดในใจว่าตอนนี้มีรถมาผ่านมาก็ดีแล้ว
นอกจากนี้เขาสามารถเลือกอะไรได้บ้างในฐานะชายร่างใหญ่
หลังจากกล่าวขอบคุณแล้วอวิ๋นซิ่วชิงก็ขึ้นรถม้า ภายในรถม้ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ หญิงคนนี้มีรูปลักษณ์สวยงาม และดูเหมือนกับว่าเป็นคุณหนู “สวัสดีแม่นาง ข้าชื่ออวิ๋นซิ่วชิง ขอบคุณที่ให้เราอาศัยรถม้าไปด้วย”
”ยินดีต้อนรับเจ้า นั่งลงเถอะ ข้าชื่อหลิวเหม่ย” หลิวเหม่ยพูดเบา ๆ
”แม่นางหลิว ครรภ์ของเจ้ากี่เดือนแล้ว?” อวิ๋นซิ่วชิงไม่มีอะไรทำจึงชวนหลิวเหม่ยพูดคุย
”เก้าเดือนแล้ว หมอบอกว่าลูกจะคลอดในอีกสิบวัน” หลิวเหม่ยแตะท้องของนางและพูดเบา ๆ
”เก้าเดือนแล้ว ทำไมแม่นางหลิวถึงยังนั่งรถม้าบนถนน? หากเกิดอุบัติเหตุล่ะ?” อวิ๋นซิ่วชิงมองไปที่ท้องใหญ่ของหลิวเหม่ยด้วยความตกใจและถามด้วยความเป็นห่วง
”ข้าเคยได้ยินคนพูดกันว่า หากข้าไปวัดพระโพธิสัตว์ที่อยู่ห่างออกไปหลายลี้ และสวดอ้อนวอนอย่างจริงจัง ลูกของข้าจะคลอดออกมาอย่างปลอดภัย”
หลิวเหม่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม