ชีวิตที่อยู่ร่วมห้องกับสาวๆ 18+ - บทที่ 52 ราวกับดอกลิลลี่เบ่งบาน
บทที่ 52 ราวกับดอกลิลลี่เบ่งบาน
ฉันคิดว่าวันนี้ฉันจะช่วงชิงความบริสุทธิ์ของลู่ปู้หนานมาอยู่ในมือให้ได้ เมื่อฉันคิดได้แบบนี้ก็เตรียมลงมือทันที
แต่เมื่อมีสายจากหยู่ถิงโทรศัพท์เข้ามา โอกาสอันสวยงามนี้ก็ถูกขัดจังหวะ
หยู่ถิงสอบถามผลสอบของฉันกับลู่ปู้หนาน เมื่อรู้ว่าเราสอบผ่านกันทั้งคู่ เธอจึงนัดทานข้าวเย็นและยังบอกอีกว่าได้จองโต๊ะไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นภัตตาคารหรูร้านหนึ่งที่อยู่ในตัวเมือง
“พี่เฟิง เราไปทานข้าวกันเถอะ พี่สาวกำลังรอเราอยู่ที่นั่น”
ลู่ปู้หนานพูดเเบบนี้ ฉันก็รู้เเล้วว่าเธอกำลังหมายถึงอะไร ระหว่างการสื่อสารที่ลึกซึ้งระหว่างเธอกับฉันก็ถูกหยู่ถิงขัดจังหวะขึ้นอีกครั้ง
หลังจากจูบเธอเสร็จ ฉันก็รีบขับรถไปยังภัตตาคารที่หยู่ถิงจองไว้…
ภายในห้องรับประทานอาหาร มีกับข้าวมากมายวางอยู่บนโต๊ะ น่าจะประมาณสามสิบกว่าอย่าง
ลู่ปู้หนานบอกว่ามันดูฟุ่มเฟือยเกินไป แต่หยู่ถิงกลับไม่ได้สนใจ “ก็พี่ดีใจกับความสำเร็จของพวกเธอนี่นา”
หากมีเงินก็มีความสุขได้อย่างไร้กังวล
และที่ไร้กังวลไปยิ่งกว่านั้นก็คือ สองพี่น้องก็เริ่มเปิดไวน์แดง ตอนแรกก็ยังชักชวนให้ฉันดื่มด้วยแต่ฉันปฏิเสธ
หากดื่มเหล้ากับผู้หญิงแล้วรินให้เธอ เธอจะบอกว่าคุณมีแผนสกปรก และถ้าเธอเป็นคนรินให้ เธอจะบอกว่าคุณดื่มไม่เก่งเท่าผู้หญิง ด้วยเหตุนี้ฉันจึงไม่ทำเพราะฉันเป็นคนขับรถที่มีอารยธรรม เมาไม่ขับ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะไม่เคยเป็นแบบนั้นก็ตาม
ตอนแรกที่ดื่มเหล้าสองพี่น้องยังคงสวยน่ามอง โดดเด่นและสง่างามมาก บรรยากาศแบบนี้อบอวลไปทั่วห้องอาหาร
แต่พอฉันกลับมาจากห้องน้ำก็พบว่าบรรยากาศดูเปลี่ยนไป พวกเธอดื่มไวน์แดงได้เหมือนเหล้าขาว
ลู่ปู้หนานพูดอย่างสบายอกสบายใจว่า “พี่ นี่แก้วที่เท่าไหร่แล้ว ไหนพูดมาซิ!”
ใบหน้าหยู่ถิงเปล่งประกายด้วยสีแดง “สี่แก้ว มั่งคั่งทั้งสี่ฤดู!”
จากนั้นทั้งสองพี่น้องก็พูดคุยกัน ไม่นานทั้งสี่แก้วก็ถูกจัดวางอย่างรวดเร็ว ไวน์แดงเทเต็มแก้วเหมือนกับเหล้าขาว และยังพูดคุยกันอย่างมีความสุข
“พี่ เมื่อกี้พี่ยกไปแล้วสี่แก้ว งั้นตอนนี้ก็ถึงตาฉัน เรามาแบ่งกันคนละสองแก้วเถอะ เรื่องดีมาเป็นคู่!”
“อืม ไม่มีปัญหา!”
วิธีดื่มนี้ทำให้บริกรที่ยืนอยู่ข้างๆจนปัญญา
ไม่ใช่เพียงเธอที่จนปัญญา ฉันเองก็จนปัญญา เราต่างพบเห็นมาไม่น้อย แต่เพิ่งเคยเห็นคนที่ดื่มไวน์แดงเป็นเหล้าขาวแบบนี้ แล้วไหนจะมีมั่งคั่งสี่ฤดู ไหนจะเรื่องดีมาเป็นคู่ นี่มันใช่เรื่องที่จะต้องมุ่งมั่นขนาดนั้นไหม?!
ฉันคิดไว้แล้วไม่มีผิด ในไม่ช้าสองสาวก็ยังคงมุ่งมั่นกันต่อไป หยู่ถิงส่งสัญญาณให้บริกรเปิดขวดไวน์ต่อ
ฉันรีบห้ามและบอกให้บริกรออกไปก่อน
หลังจากที่บริกรหญิงออกไปแล้ว ฉันก็หันไปมองลู่ปู้หนานล้มฟุบลงไปกับหยู่ถิงที่มีท่าทางเมามายไร้สติ
“ทำไมพวกเธอสองพี่น้องถึงสร้างปัญหาแบบนี้?”
หยู่ถิงหันมาหาฉัน “สร้างปัญหาอะไร?”
ลู่ปู้หนานตอบไปทันที “ฉันกับพี่ชอบพี่นะ นี่พี่ไม่รู้หรือ?”
เอ่ออืม…สิ่งนี้ทำให้ฉันพูดไม่ออกจริงๆ
หยู่ถิงยกหน้าอกขึ้นและส่ายอย่างรุนแรง ภายใต้แสงไฟหน้าอกที่อวบอิ่มเต็มไปด้วยเสน่ห์โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในยกทรงสีดำซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งล่อใจ
ใต้โต๊ะยังมีเท้าเล็กสวมถุงน่องถูอยู่บริเวณต้นขาของฉัน เธอถูมันอย่างนิ่มนวล
“เฟิง คืนนี้ฉันกับปู้หนานจะต้องมีคนหนึ่งที่ไปนอนกับนาย นายจะเลือกใคร?”
ลู่ปู้หนานไม่อยากยอมแพ้ ดูเหมือนเธอจะรุกอย่างหนักด้วยการประคองหน้าอกวางบนโต๊ะ การกระทำนี้ทำให้ใบหน้าเล็กๆของเธอที่กำลังเมายิ่งแดงมากขึ้น เธอยังบอกอีกว่า “เลือกได้หนึ่งคน พี่จะเลือกใคร”
สถานการณ์แบบนี้ทำให้ฉันอายมาก และทำตัวไม่ถูก จึงได้แต่มองพวกเธอสลับกันไปมา
“ฉันไม่เลือกใคร ตอนนี้พี่สาวเธอกำลังมีประจำเดือน ถ้าฉันเลือกตอนนี้ก็ไม่ยุติธรรมน่ะสิ”
ลู่ปู้หนานมองด้วยความผิดหวัง ใบหน้าเล็กเผยให้เห็นความขุ่นเคือง “พอพี่สาวฉันมาพี่ก็ไม่เลือกฉัน หรือว่าพี่ชอบพี่สาวของฉันกันแน่!”
ทำไมเขาถึงให้เหตุผลนี้กับฉัน!
“ยุติธรรม มันคือความยุติธรรม ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะ!”
ฉันพูดแก้ตัวอย่างหนักแน่น หยู่ถิงเดินมาตรงหน้าแล้วนั่งบนตัก เธอยื่นลิ้นหอมหวานเลียเบาๆที่ติ่งหูฉัน
พูดด้วยเสียงเย้ายวน “เฟิง คืนนี้ฉันยอมให้เธอฝ่าไฟแดง”
ลู่ปู้หนานก็ลุกขึ้นมาอยู่ตรงหน้าแล้วกางขาฉันออก เธอนั่งบนต้นขาอีกข้างพลางถูหน้าอกบนอกฉัน “พี่เฟิง ฉันอยากให้พี่ ทุกส่วนของฉันอยากให้พี่…”
“เอ๊ะ ปู้หนาน เธอมันหน้าไม่อาย ไม่อายเลยหรือไง!”
“พี่ยังมีหน้ามาพูดกับฉันแบบนี้อีกนะ ถึงขนาดฝ่าไฟแดงก็ยอม ไม่รู้จักอาย!”
“ฉันรู้จักเฟิงมาก่อนเธอเสียอีก ใครมาก่อนมาหลังยังต้องให้พูดอีกหรือ!”
“ฉันอายุน้อยกว่าพี่ พี่เป็นพี่สาวของฉันก็ต้องยอมปล่อยเขามาให้ฉันสิ!”
“ฉันไม่สน เฉินเฟิงจับหน้าอก จับขาฉันแล้ว ตรงนั้นก็แตะไปแล้ว ฉันเป็นของเขาไปแล้ว!”
“ฮึ เราเปลือยตัวกันอยู่ในรถตั้งคืนหนึ่ง แล้วเขาก็มีอะไรกับฉันแล้วด้วย!”
….สองสาวพี่น้องทะเลาะข้ามหัวฉันไปมาเพราะเรื่องที่เกิดระหว่างเราสามคนในวันนั้น แต่งานเลี้ยงฉลองใบขับขี่ในคืนนี้กลับพลิกผัน
เพราะในที่สุดสองสาวพี่น้องก็ไม่ได้ลงมือสู้กัน จากนั้นทั้งสองก็ทรุดตัวลงบนร่างฉันและยังให้ฉันพาพวกเธอกลับบ้าน
พร้อมทั้งระบุด้วยว่าต้องไปบ้านของฉันไม่ใช่บ้านของพวกเธอ พวกเราสามคนจะนอนด้วยกัน สองพี่น้องยังมีการนัดแนะกันอย่างดีเพื่อดูว่าคืนนี้ฉันต้องการตัวของใคร หรือต้องการตัวใครก่อน
เหล้านี่ช่างหอมหวานจริงๆ มันได้ใจฉันมาก ในเวลาไม่นานก็ได้ทั้งพี่ทั้งน้องโดยไม่ต้องเสียเวลาเก็บทีละคน
แต่พอหลังจากที่ฉันกลับมาถึงบ้านและเปิดประตูหลังรถอย่างมีความสุข ก็พบว่าทั้งสองพี่น้องล้มพับไปอย่างไม่ได้สติ
นี่ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะเวลาฉันได้ย่ำยีพวกเธอก็ไม่ต้องกลัวว่าพวกเธอจะปฏิเสธ
หลังจากที่ย้ายร่างพวกเธอวางบนเตียงทีละคน กลับรู้สึกผิดอยู่ในใจ
ฉวยโอกาสตอนเมา…
ไม่ใช่เพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่มี แต่ประเด็นก็คือมีอะไรกับคนไม่ได้สติจะมีความหมายอะไร?
ดังนั้นฉันจึงถอดรองเท้าให้พวกเธอ จากนั้นก็ออกจากประตูไป
ฉันนอนในห้องนอนของจางหงหวู่ ดมปลอกหมอนด้วยกลิ่นหอมของเธอและนอนหลับอย่างสบาย
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นหลังจากตื่นนอน ฉันผลักประตูเข้าห้องของสองพี่น้อง
ทันทีที่ประตูห้องนอนถูกเปิดออกฉันก็ถึงกับตกตะลึง ในเวลานั้นตำแหน่งการนอนของทั้งสองสาวดูจะแปลกออกไป
สองสาวนอนในท่วงท่าหกเก้า ศีรษะของหยู่ถิงสวมทับที่ต้นขาของลู่ปู้หนาน ด้านหน้าของเธอเป็นผ้าโปร่งสีขาวขนาดเล็ก ในขณะที่ต้นขาอีกข้างของลู่ปู้หนานพาดอยู่บนหัวหยู่ถิง มือเล็กของเธอกุมอยู่บนหน้าอกทะลักของหยู่ถิงแน่น ท่าทางเหล่านี้ราวกับว่ามันกำลังจะถูกซุกเข้าไปในปาก
ทั้งสองสาวราวกับดอกลิลลี่ที่กำลังเบ่งบาน มีเสน่ห์และงดงาม
ฉันส่งเสียงกระแอม ทั้งสองพี่น้องก็ตื่นจากอาการเมาค้าง
หยู่ถิงชำเลืองมองสีขาวๆที่อยู่ตรงหน้าว่ามันคืออะไร ในขณะที่ลู่ปู้หนานก็มองมือของตัวเองด้วยความสงสัย โดยไม่รู้ว่าที่เธอจับอยู่นั้นเป็นหน้าอกของหยู่ถิง
ในเวลาต่อมาสองสาวกรีดร้องกันเป็นเสียงเดียว เมื่อได้สติก็กล่าวหาฝ่ายตรงข้าม “เธอทำอะไรฉัน!”
ทั้งสองเบิกตาโพล่ง จากนั้นก็มองฉันโดยไม่ได้นัดหมายและถามเป็นเสียงเดียวกันว่า“นายทำอะไรพวกเรา!”
อืม ทั้งสองพี่น้องสมานฉันท์กันโดยปริยาย