ชีวิตที่อยู่ร่วมห้องกับสาวๆ 18+ - บทที่ 150 ขอทานหน้าประตูบริษัท
บทที่ 150 ขอทานหน้าประตูบริษัท
ในสายตาที่มีความคับแค้นใจของจ้าวเย่นซวน ผมเรียกรถไปส่งเธอที่ฟิตเนส
“ถึงขนาดนั้นเชียว ไม่ใช่ว่ากินขนมของเธอไปทั้งถุง จริงๆแล้วเหลือนมเปรี้ยวไว้ให้แล้วแท้ๆ!”
“คุณคิดว่านี่มันคือเรื่องของนมเปรี้ยวอย่างนั้นเหรอ?”
จ้าวเย่นซวนถามกลับมา ผมคิดแล้วคิดอีก “อย่างไรก็ตามทั้งหมดมันก็สีเดียวกัน ผมคิดว่าไม่ต่างกันนะ”
จากนั้นจ้าวเย่นซวนก็ทิ้งนมเปรี้ยวที่อยู่ในมือเพียงขวดเดียวนั้นไป เดาว่าเธอน่าจะรังเกียจจนทนไม่ไหวไม่ไหวจะ……
ไม่มีการชักช้า ผมเรียกรถตรงไปที่โรงพยาบาล จากนั้นตามหาโจงเฉียวเฉียว
เห็นการมาของผมอย่างกะทันหัน โจงเฉียวเฉียวตื่นตระหนกจนหน้าซีด รีบลากผมตรงไปทางตึกที่ไม่มีคนผ่าน
“ที่นี่มันเป็นที่ทำงานของฉันนะ เขาก็อยู่ที่นี่เหมือนกัน คุณมาได้ยังไง ฉันไม่ใช่ว่าเคยพูดไปแล้วเหรอว่าพวกเราจะไม่ทำแบบนั้นอีกใช่มั้ย?”
ผมไม่ได้คิดจะแทะโลมโจงเฉียวเฉียว ดังนั้นจึงพูดตรงๆกับเธอในจุดประสงค์ที่มา
เธอถอนหายใจยาว “เรื่องตรวจวิเคราะห์คุณค่าทางสารอาหาร โรงพยาบาลทำไม่ได้หรอกนะ คุณต้องไปหาหน่วยงานเฉพาะทาง แต่ว่าฉันมีเพื่อนนักศึกษาอยู่ที่นี่ ช่วงบ่ายตอนเลิกงานนะ ตอนช่วงบ่ายฉันจะพาคุณไป พยายามใช้ช่วงบ่ายช่วยคุณวิเคราะห์ออกมา”
ผมรู้สึกขอบคุณมากจริงๆ ดังนั้นประคองใบหน้ารูปไข่ของเธอ ไม่มองการคัดค้านของเธอ จูบอย่างรุนแรงดูดดื่ม สอดลิ้นเข้าไปภายในช่องปากที่ลื่นเปียกชื้นของเธอ จูบคลอเคลียอย่างดูดดื่ม โจงเฉียวเฉียวเคลิบเคลิ้มพร่ามัว ใบหน้าเริ่มแดงออกมา
ตอนที่ผมเตรียมที่จะทำอะไรบางอย่างกับหน้าอกอวบอิ่มของเธอ ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงฝีเท้าเดินตะคุ่มๆลงมาจากตึก
จากนั้น ตอนที่โจงเฉียวเฉียวผลักออกอย่างแรง ผมก็ถูกเธอไล่ออกไป
ช่วงเช้าไม่ได้มีเรื่องอะไรเป็นพิเศษ ผมหาร้านนั่งชิวสไตล์ฝรั่งที่เงียบๆ สั่งกาแฟซักแก้ว สั่งของหวานนิดหน่อย คิดเรื่องของจางหงหวู่และหยู่ถิง
ผู้หญิงสองคนนี้ ผมไม่อยากจะปล่อยซักคนไป ดังนั้นผมเลยคิดหาหนทาง คิดว่าจะมีใช้วิธีอะไรได้บ้างที่จะให้พวกเธอยังคงอยู่ข้างกายผมแบบแนบแน่น
ทันใดนั้นก็คิดถึงลู่ปู้หนานขึ้นมา ผมคิดว่า ถ้าเมื่อวานคนที่ปรากฏตัวเป็นลู่ปู้หนานน่าจะดีกว่า ความรู้สึกพื้นฐานในตอนนี้นั้น ลู่ปู้หนานถึงแม้ว่าจะได้รับบาดแผลน้อย แต่เธอยังไงก็สามารถประนีประนอมได้ คงจะเลือกยอมรับจางหงหวู่……
คิดฟุ้งซ่านตลอดช่วงบ่าย สุดท้ายก็ไม่มีบทสรุปอะไรออกมา
หลังจากออกจากร้านนั่งชิวสไตล์ฝรั่ง โจงเฉียวเฉียวโทรมาหาผม ว่าเธอจะขับรถมารับผม แล่นตรงไปศูนย์ตรวจวิเคราะห์สารอาหารที่เพื่อนนักเรียนเธออยู่
ทำงานหนักตลอดช่วงเที่ยง ทุกคนแม้แต่ข้าวก็ยังไม่สนใจที่จะกิน แต่ว่าผลออกมาช่างคุ้มค่า
ผ่านกระบวนการวิเคราะห์จากความร่วมมือของเธอและเพื่อนอีกสองคน ผลลัพธ์ก็ได้แสดงออกมา
ตารางการวิเคราะห์นั้นผมดูไม่เข้าใจ แต่ว่าโจงเฉียวเฉียวพูดบอกผมว่า สิ่งนี้มีสารที่ทำให้ตรงนั้นของผู้ชายใหญ่ขึ้นได้ ทำให้ลูกอัณฑะทั้งสองทำงานได้ดีมากขึ้น ประสิทธิภาพของเพิ่มสมรรถภาพได้ค่อนข้างดีเยี่ยม
นี่เป็นผลลัพธ์ที่ผมต้องการ ผมโคตรดีใจ!
เชิญโจงเฉียวเฉียวและเพื่อนของเธอกินข้าว แต่ว่าสองคนใกล้ถึงเวลากลับเข้าทำงานแล้ว ดังนั้นการเชิญกินข้าวครั้งนี้สุดท้ายแล้วก็ถูกแสดงออกมาด้วยคำพูดติดปากที่ว่าเกรงใจ
หลังจากอำลาโจงเฉียวเฉียว ผมโทรหาหยู่ถิง เธอรับสาย แต่ว่าเธอบอกว่าเธอยุ่งมาก
“ไม่เป็นไร ผมจะไปรอคุณที่หน้าประตูบริษัท”
“งั้นคุณก็จะรอไปละกัน!”
ฟังออกชัดเจนเลยทีเดียว อารมณ์ของหยู่ถิงไม่ค่อยจะดีนัก และอารมณ์ก็แสดงถึงสภาวะในจิตใจ
เรื่องนี้ยากที่จะยอมรับว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ดังนั้นผมเลยตั้งใจจะไปรอหยู่ถิงที่หน้าประตูบริษัทจริงๆ
ตั้งแต่เข้างานช่วงบ่าย จนถึงเลิกงานช่วงบ่าย จนกระทั่งทุกคนกลับกันหมด หยู่ถิงก็ยังไม่ออกมา
ผมไม่ได้โทรหาเธออีก ท่ามกลางบรรยากาศเมืองยามค่ำคืนที่มีโคมไฟประดับสว่างไสว ผมนั่งอยู่หน้าประตูบริษัทของเธอ จากนั้นก็รอเงียบๆต่อไป จนสุดท้ายเผลอหลับไปตอนไหน ผมเองก็ไม่แน่ใจ
ตอนผมถูกใครซักคนจะโกนปลุก ก็เป็นเช้าของวันที่สองแล้ว
ยามช่างเป็นคนมีน้ำใจจริงๆ นี่ช่วยผมซื้อข้าวเช้ามาให้ “ถึงแม้ไม่รู้หรอกนะว่าคุณมีหนี้อะไรแบบนั้นยังไง แต่ว่าดูแล้วคุณน่าจะลำบากไม่น้อย เมื่อวานก็รออยู่ตรงนี้ตลอด กินเถอะ!”
ถึงแม้ว่าจะถูกให้เป็นคนมีหนี้ แต่ว่าในใจนั้นรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก ยามคนนี้ไม่เลวเลย
ในที่สุดก็ถึงเวลาเข้างาน เหมือนจะนั่งอยู่หน้าประตูบริษัทไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ดังนั้นผมเลยไปนั่งที่ฟุตบาทข้างถนนของบริษัท ไม่ได้ล้างหน้า ทำให้ผมที่โดนลมพัดทั้งคืนนั้นยุ่งเหยิง ดูแล้วเหมือนขอทานอะไรแบบนั้น
แต่ว่ายิ่งเหมือนขอทานเข้าไปใหญ่ก็คือ ในมือของผมยังคงถือชามมูลค่าหลายล้านที่หลิวทงส่งมาให้ เพราะว่าผมไม่มีที่จะวาง ดังนั้นก็เลยเก็บไว้กับตัวตลอด ตอนนี้อยู่ข้างถนนยิ่งไม่ได้ใหญ่เลยถือหิ้วไว้ในมือ ดังนั้นผมเลยวางไว้ข้างหน้าตัวผม
“ไอ้ย ยังเด็กอยู่แท้ๆไม่มีงานทำ คงทำอะไรไม่ได้เรื่องซักอย่าง เลยเรียนจากคนอื่นออกมาขอทาน ช่างเหลือเกินจริงๆเลย!”
มีเสียง ‘ติง’ จากนั้นในชามนั้นก็มีเหรียญหนึ่งหยวนเพิ่มเข้ามา
มองไปที่คุณป้าที่ขี่จักรยานออกไปไกลแล้ว ผมก็ไม่มีคำพูดใดจะเอ่ยออกมา ผมควรจะขอบคุณในความเมตตาของเธอ หรือว่าโกรธสายตาจิกกัดของเธอดี?
โชคดีที่เป็นเหรียญ เวลาก็เลยไม่ได้จืดชืดไปซะทีเดียว
เอาชามวางไว้ตรงขา จากนั้นผมก็เอาเหรียญมาคว่ำวางที่ตรงนิ้วมือ พลิกไปมาอย่างว่องไว
ใครมันจะไปคิดว่าการฝึกจะทำให้ชำนาญทางเทคนิคได้ขนาดนี้ ดึงดูดคนได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
“โย่ว เจ้าหนู นี่เล่นเหรียญได้ไหลลื่นมากเลยนะ มามามา มาเอาหนึ่งหยวนไปซื้อน้ำดื่มไป!”
“คุณพูดซิ คุณพูดซิ ขนาดชามยังไม่มีเลย ไม่เชี่ยวชาญซะเลย!”
ไหงผมกลายเป็นแสดงแลกข้าวไปซะแล้วละนั่น? ข้ามีชามนะ แต่ว่ามูลค่าหลายล้านเท่านั้นเอง เชรดเข้!
หลังจากเก็บของแล้ว ผมก็แอบฝึกนิ้ว ไม่ให้พวกเขาเห็นอีก
นี่ตั้งแต่เช้าหาเงินจากคุณลุงคุณป้าได้ทั้งหมดมาสองหยวน ในใจของผมนั้นไม่ได้มีอาการใดๆ……
ช่วงเวลาตั้งแต่เช้ายันเที่ยง เวลาเลิกงานหยู่ถิงก็ยังไม่ปรากฏตัว ดังนั้นผมเลยนั่งรอต่อไปเงียบๆ ผมไม่กลัวที่จะรอนาน เวลาแห่งการรอคอยยิ่งนาน ก็จะทำให้จิตใจของหยู่ถิงรู้สึกรับผิดชอบมากขึ้นตามไปด้วย ถึงตอนนั้นก็จะกำชัยชนะเธอได้มากขึ้น ผมเชื่อมั่นเรื่องนี้มาก
แต่ว่าจนถึงเวลาเข้างานช่วงบ่าย หยู่ถิงก็ยังคงไม่มาปรากฎตัว
นี่คงกำหนดไว้แล้วว่าเป็นค่ำคืนที่เยือกเย็นแล้วเปล่าเปลี่ยวอีกคืน นั่งอยู่ที่ประตูทางเข้าบริษัท ผมกอดชามรออย่างเงียบๆ จากนั้นก็หลับไปโดยไม่รู้ตัว
และก็ไม่รู้ว่าหลับไปถึงเมื่อไหร่ จากนั้นผมก็ถูกใครคนหนึ่งถีบจนตื่น
“เฮ้ ตื่นตื่นตื่น ไม่ต้องนอนแล้ว ตรงนี้ไม่ใช่ที่ไว้ให้แกนอน รีบลุกขึ้นมา!”
ถีบจนผมลุกขึ้น ก็ยังเป็นยามคนหนึ่ง ตอนนี้ท้องฟ้ายังคงดำมืด ถนนมีรถเพียงไม่กี่คัน
ผมมองนาฬิกาข้อมือ เป็นเวลาตีสองกว่าแล้ว
“ไอ้หวางไอ้หวาง คุณรีบมาเอาขอทานคนนี้ออกไปทีเถอะ บริษัทเลี้ยงคุณเอาไว้ทำอะไร!”
ยามไอ้หวางที่เมื่อเช้าให้เข้าเช้าผมก็ออกมา พยักหน้าและหัวเราะไปกับยามหนุ่ม ฟังจากความหมายที่เขาพูดกัน คาดไม่ถึงว่ายามหนุ่มจะเป็นหัวหน้า ช่างเป็นคนใหญ่คนโตจริงๆ
“ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น คุณอยากจะทำยังไง หรือจะลงมือตีฉันเหรอ?”
“อั๊ยย่ะ แกนี่ปลอมมาขอข้าวช่างน่าจะสนใจจริงๆ แล้วยังไง ยังจะดื้อแพ่งอีกเหรอ ฉันจะตีแกแล้วยังไง มา ฉันจะตีแกแล้วยังไง?”
หัวหน้ายามหนุ่มผลักผมเอาผลักผมเอา ถ้าไม่ใช่ว่าผมกำลังถือชามนั้นอยู่ละก็ ตอนนี้ไอ้หลานชายคงนอนกองอยู่กับพื้นแล้ว
แต่ทว่าตอนมาที่นี่ ได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดัง “ก๊อกก๊อก” เสียงนี้เวลากลางคืนที่กว้างโล่ง เสียงนั้นชัดเจนไหเราะมาก และเพิ่มเสียงดังฟังชัด
ผมหันหัวไปมอง หัวหน้ายามเองก็หันไปมองเช่นเดียวกัน
จากนั้นไม่นาน หัวหน้ายามก็รีบวิ่งไปข้างหน้า แสดงความเคารพแบบมาตรฐาน
“สวัสดีครับประธานหยู่ ลำบากประธานหยู่แล้ว!”
คนที่มาไม่ใช่ใครอื่น นั่นก็คือคนที่ผมรอมาสองวันเต็มๆหยู่ถิง
หยู่ถิงพยักหน้า “เทียบไม่ได้กับความลำบากของคุณหรอก ดึกขนาดนี้ยังต้องมาไล่ขอทาน”
“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมควรทำครับ บริษัทเปรียบเสมือนบ้าน ต้องรักษาหน้าตาของบริษัทตลอดเวลา……!”
“หน้าตา? คุณแน่ใจนะว่าไม่ใช่ภาพลักษณ์?”
หยู่ถิงหัวเราะเยาะ จากนั้นเดินมาถึงตัวผม จับมือผมพูดด้วยเสียงอ่อนโยน“ฉันแค่ได้ยินคนพูดว่าที่หน้าประตูบริษัทมีขอทานอยู่ตลอด แต่ฉันไม่รู้จริงๆว่าเป็นคุณ ขอโทษนะ เมื่อวานฉันโมโหเลยพูดมั่วๆออกไป คุณอย่าโมโหไปเลยนะ”
หลังจากที่เห็นหยู่ถิงกุมมือของผม หลังจากที่ฟังหยู่ถิงพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ยามหนุ่มตอนนั้นก็ตกตะลึงงันไปเรียบร้อยแล้ว…