ชีวิตที่อยู่ร่วมห้องกับสาวๆ 18+ - บทที่ 145 สนใจแค่แทงมันจะตาย
บทที่ 145 สนใจแค่แทงมันจะตาย
ขณะที่กำลังตั้งใจควบคุมจังหวะท่วงทำนอง ศึกที่ทำร่วมกับหวงหรุงนั้นใช้เวลาสองชั่วโมงกว่าเต็มๆ
เอวของผมเหมือนว่าจะไม่ได้เป็นของผมอีกต่อไป ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนจะเคยสู้รบดุเดือดต่อเนื่องมาแล้วก็ตาม แต่ถึงอย่างไรก็จะมีเวลาพักรบระหว่างทาง แต่คืนนี้นั้นไม่มีเลย ครั้งนี้นี่เป็นการบุกโจมตีแบบเต็มๆ
ผมรู้สึกได้ว่าส่วนเอวไร้เรี่ยวแรง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหวงหรุงเลย
ความรู้สึกถูกเสียดสีจากถุงน่องนั้นทำเอาผมอารมณ์พลุ่งพล่านและกระหายเคลิบเคลิ้ม เห็นได้ชัดว่าหวงหรุงที่เป็นบุคคลที่ถูกเสียดสีนั้นยิ่งเคลิบเคลิ้มมากกว่า บนพื้นนั้นหลงเหลือคราบน้ำเป็นแอ่งเหนียวข้นขนาดใหญ่ เธอในตอนนี้แผ่หลาอยู่บนพื้น มีเพียงเรี่ยวแรงที่เปล่งเสียงครางเย้ายวนเท่านั้น นอกนั้นทำอะไรไม่ได้อีก
พอพักสูบบุรี่ไปมวนหนึ่งเรียบร้อย ผมก็อุ้มเธอขึ้นมา
“ไม่เอา ฉันขอร้องคุณละ ไม่เอาแล้ว ฉันพอใจแล้ว พอใจแล้วจริงๆ”
เห็นได้ชัดว่าหวงหรุงกลัวจะถูกฆ่า ตอนนี้บนใบหน้าเล็กสีขาวซีดเผือกนั้นทั้งหมดกลับกลายมีสีสันแห่งความสั่นกลัว
หลังจากที่อุ้มเธอไปที่ห้องอาบน้ำหัวมุม พวกเราก็ลงไปในอ่างด้วยกัน
เธอยังคงหวาดกลัวมาก กลัวว่าผมจะใช้กำลังให้เธอทำอีกรอบ
นั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำ สีหน้าของหวงหรุงนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างเห็นได้ชัด ยื่นมือเล็กๆสีขาวสะอาดมาปิดร่างกายด้านล่าง
“นี่ไม่ใช่ว่าคุณไม่เคยกินนะ คืนนั้นคุณนะกินแล้วสามครั้งยังไม่เจ็บเท่ากับตอนนี้เลยนะ”
หวงหรุงเอาน้ำสาดมาที่ผมอย่างรุนแรง “คุณจะไปเข้าใจอะไร ถลอกพังหมดแล้วเนี่ย”
ผมตะลึงเล็กน้อย จากนั้นก็เดินตรงไปแยกออกมาดู ผิวนั้นถลอกออกมาจริงๆด้วย มีเลือดซึมออกมา เห็นได้ชัดว่าคือการที่ถุงน่องเสียดสีแบบสดๆนั่นเอง
“แต่ว่าผมเห็นตอนคุณทำอยู่นั้นเคลิบเคลิ้มมีอารมณ์มากเลยนะ ถึงจุดสุดยอดครั้งแล้วครั้งเล่า ฉีดพุ่งก็ฉีดออกมาสองรอบ……”
“นั่นมันก็ทำให้เคลิบเคลิ้มมีอารมณ์จริงๆนั่นแหละ แต่ว่าตอนนี้มันเจ็บจริงๆนี่น่า ใครจะไปรู้ละว่าจะโดนบดจนพังนะ!”
ผมรู้สึกว่าที่เธอพูดออกมานั้นมีเหตุผลทีเดียว จึงพยักหน้าตอบ “เข้าใจแล้ว ผมยอมรับความผิดนี้ ครั้งหน้าจะช่วยคุณถอดถุงน้องก่อนแล้วค่อยทำต่อ”
หวงหรุงไม่พูดอีกแม้แต่ประโยคเดียว ดิ้นรนที่จะลุกขึ้นหนีออกจากห้องอาบน้ำ
ยึดร่างกายของเธอแล้วลากลงมาในน้ำใหม่ “โอเคโอเค ไม่ขู่คุณแล้ว รีบแช่ให้สบายสักหน่อยเถอะ อีกแปปเดียวก็จะเลิกงานแล้ว คืนนี้ไม่มีอะไรให้ทำเลย ทั้งหมดก็เลยมาทำกับคุณแทน ”
หลังจากได้พักสักหน่อย เหมือนว่าเรี่ยวแรงจะฟื้นคืนมาไม่น้อย หวงหรุงก็เลยพูดออกมา
“เรื่องของหวงติ้งแหวน เป็นคุณที่ไปหาจางหงหวู่ให้ช่วยจัดการ หรือว่าคุณหาคนมาจัดการเอง?”
คำถามนี้อีกแล้ว ผมนี่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเธอถึงสนใจปัญหานี้ถึงขนาดนี้
“ก่อนอื่นพูดให้ชัด เรื่องนี้พวกผมไม่ได้ทำทั้งหมด อีกอย่าง เรื่องระหว่างคนสองคนที่คุณพูดถึงนี้ไม่มีอะไรแตกต่าง ถ้าคุณอยากลองแก้แค้นแทนหวงติ้งแหวนล่ะก็ ก็คงพุ่งเป้ามาที่ผม”
หวงหรุงเงียบ ปิดตาลง
นานสักพัก จนตอนที่ผมเกือบจะคิดว่าเธอนั้นหลับไปแล้วหรือเปล่านั่นเอง อยู่ดีๆเธอก็พูดขึ้นมา
“ฉันไม่ได้เหตุผลอื่นหรอก ยิ่งไม่ทำอะไรไร้สาระแบบพวกอัดเสียงคุณเอาไปบอกตำรวจหรอกนะ กับหวงติ้งแหวนถึงแม้ฉันจะยังมีความรู้สึกดีๆอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดเรียกร้องกอบกู้ชื่อเสียงหรือล้างแค้นแทนเขาหรอกนะ ฉันก็แค่อยากจะมั่นใจเท่านั้นเอง ว่าคุณนั้นมีความใจดำอำมหิตแบบนั้นจริงๆหรือเปล่า ตอนนี้เหมือนว่าจะเป็นแบบนั้นจริงๆ”
นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนตัดสินว่าผมนั้นเป็นคนใจดำอำมหิต น่าแปลกใจจริงๆ แต่ไม่มีความคิดอะไรแบบนั้น
เป็นธรรมดาที่ผมเองก็มีวิธีคิดในแบบของผม คนอื่นจะจัดการผมยังไงก็ตาม จะจัดการคนที่อยู่ข้างผม ผมก็ทำได้เพียงจัดการเขาเพิ่มเป็นเท่าตัว และพวกเขายังจะต้องไม่มีโอกาสทำกลับอีกด้วย จะเป็นชุยเหมี่ยว หรือจะเป็นหวงติ้งแหวนก็ตาม ต่อไปก็ ผางปาอีและคนบงการเจิงห้าวที่จะฟันผมด้วยสิบแปดใบมีด เป็นไปได้แน่นอน
“รอให้หลิวทงกลับมาก่อน คุณก็ไม่จำเป็นต้องมาในที่ของฉันอีก ศาลเจ้าของฉันมันเล็ก ไม่ง่ายเลยที่จะเคารพเซ่นไหว้พระโพธิสัตว์ที่ควรค่าแก่การเคารพอย่างคุณหรอก คุณกับฉันเดินกันคนละทาง คุณเจอคลื่นลมรุนแรงเป็นฉันเองเนี่ยแหละที่จะทนไม่ไหว เอาเป็นว่าแบบนี้ละกัน!”
ผมจำได้ว่าคำพูดนี้หวงหรุงเคยพูดมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ว่าตอนนี้ดูเหมือนว่า ครั้งนี้คงจะตัดสินใจแน่วแน่แล้วจริงๆ
เหตุการณ์ในครั้งนี้ ช่างเหมือนกับตอนที่เธอพูดครั้งแรกเลยจริงๆ ทุกคนก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ดังนั้นที่เราอยู่ด้วยกันเป็นเพียงแค่ต่างฝ่ายต่างมีร่างกายที่น่าหลงใหลเท่านั้นเอง ตอนนี้ในเมื่อแต่ละคนก็ได้รับการเติมเต็ม สุขสมใจปรารถนาแล้ว งั้นก็บอกลากันเถอะ!
ผมออกจากอ่างน้ำ แต่งตัวให้เรียบร้อย
ก่อนที่จะออกจากห้องผมบอกกับเธอ “จางหงหวู่รามือแล้ว แต่ว่ากิจการกลางคืนยังไงก็ต้องดำเนินการต่อ พวกเซียนทะเลาะกันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคุณ ตอนนี้จางหงหวู่เป็นฝ่ายมอบอำนาจด้วยตัวเอง และคงไม่มีคนที่จะมาหาเรื่องวุ่นวายได้อีก คุณสามารถทำต่อไปเลยทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไร”
พูดจบ ผมก็เปิดประตูออกมา ไม่ให้โอกาสที่เธอจะได้พูด
เพียงชั่วพริบตาเดียวที่ประตูห้องปิดลง ผมเหมือนกับว่าได้ยินเสียงร้องไห้สะอื้นออกมา
เลิกงานมาก็ไม่ได้อะไรเป็นพิเศษ ผมขับรถตรงกลับมาที่ที่พักของจางหงหวู่ ใช้คำพูดของเธอพูด ที่นั่นตอนนี้เป็นบ้านของผมกับเธอ
กลับมาที่บ้าน กินของว่างยามค่ำกับจางหงหวู่ จากนั้นก็โอบกอดกันจนหลับ ไม่มีความคลุมเครือใดๆ และไม่มีเกาะกุมกันใดๆ เป็นเพียงรับรู้ความรู้สึกอบอุ่นซึ่งกันและกันอย่างเรียบง่าย แบ่งปันความรู้สึกหวานชื่นและอบอุ่นแบบนั้น
ช่วงเที่ยงของวันที่สอง ขับHummerคันโตที่ผมไม่ได้ขยับมันมานานพอสมควร จากนั้นก็ไปรับจางหงหวู่ พวกเราไปออกไปกินข้าวข้างนอก เป็นการกินอาหารมื้อที่มีทั้งเสียงพูดคุยมีทั้งเสียงหัวเราะปะปน ช่างเบิกบานใจเป็นพิเศษ
พอหลังจากกินข้าวเสร็จ ระหว่างทางที่เดินทางจากถนนYanheไปที่บ้านนั้น อยู่ดีๆจางหงหวู่ก็โพล่งไอเดียออกมา แนะนำให้ไปเดินเล่นที่ริมแม่น้ำ
ช่างโรแมนติกจริงๆ พวกเรามือที่จูงมือกัน ช่างเหมือนคู่รักวัยรุ่นที่เพิ่งคบกันใหม่ๆ ที่มักจะจูบกันและกันบ่อยๆ เติมเต็มบรรยากาศความสุขที่แสนโรแมนติก
เพียงแค่เดินไปเดินมา ก็มีคนสามคนปรากฎตัวออกมา ตอนนี้ช่างเหมือนกับในห้องประชุมครั้งนั้นไม่มีผิด ผางเจี้ยนจูนอยู่ด้านหน้า ด้านหลังติดตามมาด้วยบอดี้การ์ดสองคน
ที่ไม่เหมือนกันก็คือ วันนี้มีผ้าพันแผลพันปิดอยู่ที่คอของผางเจี้ยนจูน
“ดูเหมือนว่าเรื่องราวของดงป๋อชวนนั้นไม่มีประโยชน์อะไรกับผางเจี้ยนจูนสินะ”
จางหงหวู่หัวเราะ “อย่างนั้นจะทำยังไงดีละ ตายด้วยกันเลยดีมั้ย จากนั้นก็หวังว่าดงป๋อชวนจะไปฆ่าผางเจี้ยนจูนได้”
“ทำไมผมรู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นไปได้นะ?”
ผมกำลังพูดคุยกับจางหงหวู่อยู่นั้น ไม่นานผางเจี้ยนจูนก็ชี้ไปที่ผ้าพันแผลบนคอแล้วเอ่ยปากขึ้น
“พวกแกสองคนนี่ช่างสบายอกสบายใจจริงๆนะ ขนาดที่ทำเรื่องขนาดนั้นกับฉันผางปาอีไปแล้วแท้ๆ?”
พริบตานั้นเอง ทั้งหมดไม่มีการรีรอผมตอบกลับ ก็มีบอดี้การ์ดอยู่ด้านหลังควักมีดแหลมมากดจ่อที่คอของผมซะแล้ว มีดที่แหลมคมนั้นทำเอาคอของผมเห็นเลือดซึมออกมา คงจะกรีดผิวหนังให้เละได้ง่ายๆเลยทีเดียว เพียงแต่ยังไม่เริ่มตัดเข้ามาเท่านั้นเอง
ผมหันไปหัวเราะให้กับผางเจี้ยนจูน “เถ้าแก่ผาง ? นี่น่าจะไม่ใช่นิสัยของคุณจริงๆสินะ คุณควรจะตรงมาแทงฉัน จากนั้นก็เอาไปทิ้งในแม่น้ำข้างๆ อย่างไรกันเนี่ย กังวลใจเรื่องของดงป๋อชวนอย่างนั้นเหรอ?”
ผางเจี้ยนจูนหัวเราะเยาะเย้ยอยู่นานจึงพูด “อั๊ยย่ะ นานแล้วนะเนี่ยที่ไม่ได้เจอเด็กหนุ่มที่น่าสนใจแบบนี้ ดีจริงๆ เจอแกเนี่ยก็เหมือนเจอตัวเองสมัยหนุ่มๆเลย มีความกล้าหาญ ชั่วร้ายร้ายกาจ”
“ไม่หรอก ถ้าฉันเหมือนตอนคุณหนุ่มๆจริงๆแล้วละก็ อย่างนั้นไม่ใช่ว่ากลายเป็นตัวเองทำร้ายตัวเองจนตายอย่างงั้นนะเหรอ?”
ผางเจี้ยนจูนหัวเราะดังออกมาอีก แต่ในเสียงหัวเราะนั้น การแสดงออกของเขานั้นเปลี่ยนเป็นดุร้ายขึ้นมา
จนกระทั่งเสียงหัวเราะนั้นหยุดลง เขาแสดงออกมาว่าความดุร้ายนั้นได้ปะทุจนถึงขีดสุด น้ำเสียงที่ถูกเปล่งออกมานั้นช่างดูเย็นชาเอามากๆ
“กี่ปีแล้วเนี่ย กี่ปีแล้วที่ไม่มีคนกล้าต่อกรกับฉันออกมาแบบนี้ แกนี่มันเยี่ยมยอดจริงๆ แกเป็นคนแรก ฉันมีรางวัลให้ ฉัน……”
ผางเจี้ยนจูนพูดยังไม่ทันจะจบ ก็มีปากกระบอกปืนท่อนดำจ่อกดไปที่หน้าผาก
คนที่มอบปืนกระบอกนี้ให้นั้น คือจางหงหวู่นั่นเอง
“ผางปาอี ฉันจะไม่พูดไร้สาระกับแก ปล่อยคนเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นวันนี้พวกเราสองคนจะตายเป็นเพื่อนแกเอง”
ผางเจี้ยนจูนยื่นมือเข้าไปในอก จางหงหวู่บีบไกปืนเอาไว้แน่นขึ้นอีก
“อย่าเพิ่งกังวลไป บุหรี่ แค่บุหรี่เท่านั้น”
ผางเจี้ยนจูนควักบุหรี่ออกมาอย่างเชื่องช้าจากอก จากนั้นก็ยันกระบอกปืนเอาไว้จุดบุหรี่ขึ้นมาหนึ่งมวน
“ปืนกระบอกนี้ดูคุ้นๆนะ หรือว่าจะเป็นเมื่อสองปีก่อนที่คุณหาคนมาจัดการเอาไปจากผมตอนนั้น? ช่างเหลวไหลจริงๆ หาเงินให้คุณตั้งสองหมื่น คาดไม่ถึงว่าจะมาตายด้วยปืนที่ตัวเองขายออกไป นี่มันช่าง……ชีวิตของหมาสารเลวเลี้ยงไม่เชื่อง!”
“แก……”
จางหงหวู่เหมือนกำลังอยากจะพูดอะไร ผางเจี้ยนจูนก็สั่งกำชับไปที่บอดี้การ์ดที่อยู่ด้านหน้าผม“ฉันจะตะโกนนับถอยหลังจากสาม ถ้าจางหงหวู่ไม่วางปืนลง แกเอามีดแทงไอ้เด็กเวรนั่นให้ตายได้เลย”
“แต่ว่าท่านผาง……”
“ไม่มีแต่ ฉันจะเป็นจะตายยังไงแกไม่ต้องสนใจ แกสนใจแค่แทงมันให้ตาย