ชีวิตที่อยู่ร่วมห้องกับสาวๆ 18+ - บทที่ 143 เป็นผู้ชายของใครกันแน่
บทที่ 143 เป็นผู้ชายของใครกันแน่
จากการที่จางหงหวู่ตบเข้าไปฉาดหนึ่ง เหมือนว่าผางเจี้ยนจูนจะไม่ได้ใส่อะไรเลย ใบหน้าของเขายังเต็มไปด้วยรอยยิ้มอยู่ดี
“หงหวู่ จริงๆแล้วคุณไม่ต้องปิดกิจการก็ได้ แค่เพียงคุณดูแลปรนนิบัติฉันอย่างดี ฉันก็ยกสถานบริการทั้งหมดนี้ให้คุณไปดูแลแล้ว แล้วก็ยังมีผมหนุนหลังอีก รับรองว่าจะไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องคุณอีกเลย จากนั้นกำไรพวกเราแบ่งกันสี่ต่อหก คุณหกส่วน ผมสี่ส่วน เป็นยังไง?”
จางหงหวู่หัวเราะเยาะไปทางผางเจี้ยนจูน “งั้นคงต้องขอบคุณพี่ปาอีแล้วใช่มั้ยเนี่ย?”
ผางเจี้ยนจูนโบกมือ “ไม่จำเป็นต้องขนาดนั้นหรอก ยังไงซะพวกเราทั้งหมดก็เป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่กันอยู่แล้ว……”
เสียง‘โครม’ดังขึ้นมา ผมเลยหันหัวไปมองในทันที บอดีการ์ดตัวใหญ่ที่เมื่อกี้โดนหวูเจิ่นดงฟาดลงไปกองกับพื้นคนนั้น ตอนนี้เอาเก้าอี้ฟาดไปที่หัวของหวูเจิ่นดง
เก้าอี้ตกลงมา เก้าอี้แตกเป็นเสี่ยงๆ และบนหัวของหวูเจิ่นดงก็เต็มไปเลือดสดๆไหลท่วมออกมา ชั่วพริบตาก็นองเต็มดวงตาทั้งคู่ของเขา แต่เขาก็ยังหัวเราะ เพียงแต่เสียงหัวเราะนั้นดูเหมือนจะมีความเสียสติปนอยู่ด้วย
“หงหวู่ เธอบอกมาหน่อยซิ แค่เธอพยักหน้า จากนั้นเธอก็ยังคงเป็นฮองเฮาของสถานบริการกลางคืนนี้ต่อไป ส่วนฉันก็จะเป็นฮ่องเต้ของเธอ พวกเราสองคนร่วมมือกัน รับรองว่าจะไม่มีใครกล้ารังแกเธออย่างแน่นอน”
แน่นอนว่าที่ผางเจี้ยนจูนคิดนั่นไม่ใช่แค่เพียงร่างกายของจางหงหวู่ แต่ยังหมายถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในมือเธออีกด้วย
สถานบริการกลางคืนของแต่ละเมืองนั้นอยู่ในกำมือของจางหงหวู่ ไม่มีเครือข่ายที่กว้างขวางเพียงพอ นั่นก็ไม่มีทางที่จะทำแบบนี้ได้แน่นอน ถึงขนาดผางเจี้ยนจูนใจกว้างแบ่งสี่ส่วนต่อหกส่วนแล้วยังให้จางหงหวู่ได้ไปหกส่วน นั่นก็คงเป็นเพราะเหตุผลจุดนี้อย่างแน่นอน
จางหงหวู่จุดบุหรี่ขึ้นมา จากนั้นก็พ่นควันออกพร้อมกับพูด “อย่าคิด”
ผางเจี้ยนจูนหัวเราะ “หงหวู่น้องหงหวู่ ฉันพี่ ปาอีของเธอได้แสดงความเมตตากับเธอแล้วนะ ถ้าเธอยังจะยืนกรานด้วยท่าทีแบบนี้ต่อไปอีกละก็ งั้นฉันคงต้อง…….”
ไม่ให้โอกาสผางเจี้ยนจูนได้พูดจบ ผมก็แอบไปอยู่ด้านหลังของเขาเรียบร้อยแล้ว แล้วใช้กำลังมัดยึดร่างของเขาไว้กับที่นั่ง เอาปลายปากกาที่ถอดฝาออกแล้วจิ้มไปที่คอของเขา
เวลานี้ ปลายปากกาที่แหลมคมนั้นได้จิ้มไปที่บริเวณคอเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าจะจิ้มเข้าไปไม่ได้ลึกมาก แต่ผมมั่นใจว่าตอนนี้ผางเจี้ยนจูนนั้นคงรับรู้ได้ถึงการคุกคามถึงชีวิตได้อย่างไม่ต้องสงสัย
ชั่วพริบตา บอดี้การ์ดที่ถือปืนอยู่นั้นก็หันปากกระบอกปืนเล็งมาที่ผม เปล่งเสียงตะโกนออกไปอย่างรุนแรง
“หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะฆ่าแก!”
ผมแทงปลายปากกาลึกเข้าไปอีก “นี่มันเป็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวจริงๆ ว่ามั้ย เถ้าแก่ผาง”
ไม่พูดไม่ได้จริงๆ ผางเจี้ยนจูนเป็นคนเก่าแก่ของยุทธจักรอย่างไม่ต้องสงสัย นี่ขนาดถูกผมเอาปลายปากกาจิ้มเข้าไปในคอ ก็ยังคงนิ่งไม่สะทกสะท้านอะไรเลย
“เหอะๆ น้องชายคนนี้ ฉันคงมองข้ามไปจริงๆ ลงมือรวดเร็วว่องไว ลูกน้องหงหวู่เป็นคนมีความสามารถเยอะจริงๆ!”
จางหงหวู่ดูดบุหรี่เข้าไปในปาก มองผม แล้วก็มองผางเจี้ยนจูน “นี่คือผู้ชายของฉันเอง คุณบอกให้ฉันถ่างขาไปดูแลปรนนิบัติคนอื่นไปดูแลปรนนิบัติคุณต่อหน้าเขา เขาแทงคุณก็มีเหตุผลอยู่นะ”
ผางเจี้ยนจูนหัวเราะ “นี่มันช่างเป็นเรื่องน่าสนใจจริงๆ ก่อนหน้านี้ฉันนั้นเป็นคนที่พูดเหตุผลกับคนอื่น ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะมีคนมาพูดเหตุผลกับฉัน ยิ่งน่าสนใจไปอีกก็คือฉันยังจำเป็นต้องพูด มา น้องชายไหนคุณลองพูดมาซิ คุณตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร จะให้ฉันรามือก็คงเป็นไปไม่ได้ จะให้ฉันไม่แก้แค้นแกก็คงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน ไม่อย่างงั้น……วันนี้แกก็ฆ่าฉันให้ตายมั้ย?”
“ไม่ต้องรีบ” ผางเจี้ยนจูนบังอยู่ด้านหน้า จากนั้นกำชับบอดี้การ์ดที่ถือปืนคนนั้น “วางปืนลงซะ”
มองออกเลยว่า บอดี้การ์ดคนนั้นมีความลังเล
ผมกวาดตาไปที่หวูเจิ่นดง เขาก็เข้าใจในทันที
เอามือเขวี้ยงหมัดเข้าไปที่หน้าผากของคนตัวสูงด้านข้าง ร่างกายกำยำนั้นถูกหมัดของเขาจนล้มลงไปกองกับพื้น ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ แน่นอนว่าคงเป็นเพราะถูกหมัดหนักๆใส่จนมึนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทันใดนั้น หวูเจิ่นดงโค้งตัวลงไปหยิบท่อนขาโต๊ะนั้นขึ้นมา หันโคนปลายแหลมไปที่ด้านหน้า เดินไปทางบอดี้การ์ดที่ถือปืน
“แกยืนอยู่นิ่งๆ ไม่อย่างงั้นฉันจะยิงนะ!!!”
“งั้นแกก็รีบยิงซะ ฉันไม่ถูกชะตากับไอ้หมาตัวนั้นพอดีเลย แกทำให้มันตาย ฉันจะฆ่าเถ้าแก่แทนแกเอง พวกเรามาช่วยกัน”
คำพูดของผม แน่นอนว่ามีผลกระทบต่อบอดี้การ์ดที่ถือปืนเป็นอย่างมาก บีบให้เขาไม่กล้ายิงออกมา
ทันทีหลังจากนั้น หวูเจิ่นดงที่เดินไปถึงเบื้องหน้านั้นก็แกว่งขาโต๊ะทำให้แขนที่ถือปืนของเขาตีหัก ‘กร๊อบแกร๊บ’ ไม่ต้องรอเสียงกรีดร้องที่แสนเจ็บปวดดังออกมา โคนขาโต๊ะที่หักก็เข้าไปกระทุ้ง“ตุ๊บตั๊บ”ตรงในช่องท้องของเขาแล้ว
หวูเจิ่นดงที่ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือดตอนนี้มีความบ้าคลั่ง นัยน์ตาแสดงออกถึงความตื่นเต้นดีใจ “ฆ่าคนมันช่างสะใจจริงๆ ยังไงก็ไม่เคยพอ ส่งพี่ปาอีคนนั้นมาให้ฉันดีกว่า ฉันชอบความรู้สึกแบบนั้น”
หวูเจิ่นดงชอบขู่คนอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ผมนั้นมองออกว่าเขาไม่ได้ขู่ผางเจี้ยนจูน เขาที่ถูกคุกคามโดยการโดนซ้อมจากคนที่ถือปืนนั้นก็คุ้มคลั่งไปแล้ว เขานั้นอยากจะฆ่าผางเจี้ยนจูนจริงๆ
จุดนี้เหมือนว่าผางเจี้ยนจูนก็มองออกเช่นเดียวกัน
“ฆ่าฉัน พวกแกก็ไม่มีอะไรดี……”
ผลจากคำตอบของเขา ผมก็ปลายปากกาเสียบเข้าไปอีกเล็กน้อย ดังนั้นเขาเลยหุบปากลง
“พวกเราไม่ได้เหมือนเถ้าแก่ผางที่มีเงิน แต่วันนี้น่าจะฆ่าคุณให้ตายในห้องนี้แล้วตัดแขนขาเอาออกไปฝัง จากนั้นก็ลักลอบเข้าประเทศอื่นอยู่ที่นั้นสิบกว่าปีก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร ฉันคิดดูแล้ว ลูกน้องที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีของคุณพวกนั้นต่างหากที่น่าจะยิ่งกังวลว่าใครจะมารับตำแหน่งแทนที่คุณ และไม่ใช่ว่าต้องไปทั่วโลกตามหาพวกเราเพื่อแก้แค้นแทนคุณอีก”
“เถ้าแก่ผาง คุณอยากถือครองสถานบริการ พวกเรารามือแล้ว แต่ว่าคุณนะขนาดจะรามือยังไม่ยอมให้รามือ แบบนี้มันเรียกว่าไม่เหลือทางให้เดินแล้วนะ คุณเองที่เป็นคนบีบพวกเราจนมาถึงทางตัน พวกเราไม่มีเหตุผลที่จะเก็บคุณไว้อีกแล้วใช่มั้ยล่ะ?”
พูดจบ ผมก็ตรงไปกำชับหวูเจิ่นดง “ฆ่าสองคนนั้นให้หมดแล้วเก็บของซะ พวกเราจะรีบออกไปจากที่นี่”
หวูเจิ่นดงตอบกลับ ‘ดี’ จากนั้นหยิบด้านสั้นออกมาจากบอดี้การ์ดตัวใหญ่ที่สลบไม่ได้สติอยู่บนพื้น
ตอนที่จะส่งบอดี้การ์ดคนนั้นไปสู่ปรโลก ทันใดนั้นเอง ประตูด้านนอกก็มีคนเดินเข้ามา
“หยุดก่อน!”
หันไปมองตามเสียงนั้น คาดไม่ถึงคนที่เข้ามาจะเป็นดงป๋อชวน
“อย่างไร คุณมาในนามของท่านอาวุโสหยู่อย่างงั้นเหรอ?”
ผมมองตรงไปที่ดงป๋อชวน ดงป๋อชวนกลับส่ายหน้า “เป็นการกระทำของฉันเพียงคนเดียว ไม่ได้เป็นตัวแทนของท่านหยู่ ฉันเพียงแค่ได้รู้ข่าวเลยมาดูให้เห็นกับตา กลัวว่าดงจี่จะทำอะไรวู่วาม โชคดีที่มาไม่สายเกินไป”
“ป๋อชวน แกมาก็ดีแล้ว วันนี้เจ้าเด็กน้อยนี่อยากจะฆ่าฉัน แกช่วยไปบอกลูกน้องของฉันให้หน่อย ใครก็ตามที่สามารถเอาพวกมันทั้งหมดทุกคนทั้งครอบครัวมาเซ่นไหว้ที่หลุมศพฉันได้ คนนั้นก็รับตำแหน่งของฉันไปเลย”
ผางเจี้ยนจูนหัวเราะเสียงดัง บ้าดีเดือดอย่างมาก แต่ว่าเขาที่โชคร้ายใหญ่หลวงแบบนี้ก็มีคุณสมบัติพอที่จะบ้าดีเดือดได้อย่างชัดเจน
“งั้นแกก็นำไปก่อนแล้วกัน รอพวกเราทุกคนที่ทางสู่ปรโลกอีกซักกี่สิบปีล่ะกัน!”
ตอนที่ผมเตรียมที่จะส่งเขาไปปรโลกนั้น ดงป๋อชวนก็เอ่ยปากออกมาอีกครั้ง ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความรีบร้อน
“อย่าเพิ่งวู่วาม คุณฟังฉันพูดก่อน เหตุการณ์นี้ไม่ถึงกับต้องฆ่าแกงกัน”
“ป๋อชวน แกไม่ต้องพูดจาไร้สาระกับเขา ถึงแม้ว่าไอ้เด็กนี่มันจะลงมือ ข้าคนนี้เร่ร่อนทำมาหากินที่ยุทธจักรมาหลายสิบปี อีกไม่นานก็เอาชีวิตไปทิ้งที่สุสานไร้ญาติแล้ว มีชีวิตอีกหนึ่งวันก็ถือเป็นกำไรหนึ่งวัน……”
“แกนะหุบปากซะ!”
ดงป๋อชวนด่าให้ผางเจี้ยนจูนหยุด แล้วเดินไปด้านหน้าของจางหงหวู่ทันที
หลานชายคนนี้รู้ว่าโน้มน้าวผมไปก็ไม่มีประโยชน์ เลยตรงไปโน้มน้าวผู้หญิงของผมแทน ทั้งยังร่วมเป็นร่วมตายกับผม เลยตรงเข้าไปตกลงกับจางหงหวู่ที่โครงร่างบอบบาง
“ขอเพียงปล่อยผางเจี้ยนจูน ผมรับรอง เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ทั้งหมดถือซะว่าไม่เคยเกิดขึ้น เพียงแค่คุณวางมือจากธุรกิจ ผมก็สามารถรับรองได้ว่าจะไม่ให้ผางเจี้ยนจูนตามรังควานพวกคุณอีก”
พวกเราทั้งหมดไม่มีใครเอ่ยปากออกมา กลับเป็นผางเจี้ยนจูนเสียเองที่เริ่มไม่ทำตาม
“แกไอ้ดงป๋อชวน เรื่องของข้าแกมีสิทธิ์อะไรมารับรอง แกมันจะรับรองไปได้ซักกี่น้ำกัน!”
ดงป๋อชวนหันหน้ามามองผางเจี้ยนจูน “งั้นแกก็ฆ่าเขาเลยไป เขาเป็นเพื่อนกับคุณหนูใหญ่กับคุณหนูรอง ฉันอยากจะเห็นนักเชียวพอฆ่าเขาเสร็จแล้วจะบอกกับพวกคุณหนูว่ายังไง”
ผางเจี้ยนจูน รู้สึกเสียเกียรติอย่างมาก
สักพักใหญ่ถึงจะระเบิดคำพูดออกมาที่ฉัน “แกนี่มันตกลงเป็นผู้ชายของใครกันแน่?!”
ผมนี่อยากจะบอกเขาจริงๆ ภรรยาของเขากู้ฟางเฟย ก็เกือบจะถูกผมหลับนอนด้วยเหมือนกัน