ชีวิตที่อยู่ร่วมห้องกับสาวๆ 18+ - บทที่ 142 ผางปาอีผางเจี้ยนจูน
บทที่ 142 ผางปาอีผางเจี้ยนจูน
เวลาบ่ายสองโมง ผมยืนอยู่หน้าหน้าต่าง มองรถที่ผ่านไปคันแล้วคันเล่าที่หน้าประตูทางเข้าของดี้เล่สิงซิง นับได้แน่ๆสิบคัน จอดเรียงไว้เกือบเต็มสองข้างทาง
ถ้ามีหน่วยงานรัฐหน่วยไหนอยากจะเตรียมล้างบางจริงๆละก็ ตอนนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ดีเลยทีเดียว น่าจะปราบต้นตอของสิ่งลามกอนาจารพวกนี้ได้แบบถอนรากถอนโคน
ด้านนอกประตูเป็นห้องประชุม ผมอยู่ตรงหัวมุม หวูเจิ่นดงตอนนี้กำลังนั่งอยู่ข้างๆผมสูบบุหรี่อยู่บนเก้าอี้
“เจ๊หงหวู่ถอนตัวแล้ว จากนี้ไปผมกับหยาวเซียวคงตกงานแล้วใช่มั้ยเนี่ย?”
“ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกน่า พวกที่มาอยู่ตรงนี้ได้ทั้งหมดก็เป็นพวกมีประวัติกันทั้งนั้น ไม่มีพวกคนที่ประวัติเที่ยงตรงโปร่งใสหรอก ใครก็กินยาก น้ำมันหล่อลื่นนิดเดียว ไม่มีคนยอมกินแค่นี้ได้หรอก ดี้เล่สิงซิงยังไงก็ยังคงอยู่ ฉะนั้นพวกแกก็ยังอยู่เหมือนกัน”
หวูเจิ่นดงเปล่งเสียงตอบกลับ จากนั้นก็ดีดก้นบุหรี่ที่อยู่ในมือ “ถ้าจะให้ผมพูดนะ ผมจะตรงไปหาผางเจี้ยนจูนนั่นแล้วอัดที่ต้นคอของมันให้สิ้นซาก แบบนั้นของของเราก็ยังเป็นของของเราอยู่ คนไหนมันอยากลองดีก็ให้คนนั้นมันมา”
ผมหัวเราะออกมา “แกพูดเหมือนแกมีหลายชีวิตอยู่ในมืออย่างงั้นแหละ”
หวูเจิ่นดงเก้อเขินออกมา เหมือนความสัมพันธ์ของพวกเราค่อนข้างแนบแน่น เขาเลยไม่ค่อยถือว่าอะไรจริงๆเท่าไหร่
“คนที่ไม่ได้ถูกกดดันจนถึงขีดสุด ถูกกดดันจนถึงจุดนั้นได้ กระต่ายตื่นกลัวมันยังกัดคนได้เลย นับประสาอะไรกับคนจะฆ่าคน”
คำพูดของหวูเจิ่นดงนี่มีเหตุผลทีเดียว ผมเห็นด้วยอย่างสุดซึ้ง
เวลาเกือบบ่ายสองโมง จางหงหวู่ก็ปรากฏตัวขึ้นมา ในห้องที่เคยเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวนี้เปลี่ยนเป็นเงียบสงบในพริบตา รวมไปถึงหวงหรุงที่เงียบมาโดยตลอด เอาแต่นั่งอยู่ตรงนั้นสูบบุหรี่ของเธอ
“ทุกคนส่วนใหญ่คงจะได้ยินข่าวกันมาแล้ว มีคนอยากจะฮุบกิจการสถานบริการทั้งหมดที่ฉันถืออยู่ในมือไป ไม่ว่าพวกคุณจะคิดยังไงก็ตาม ฉันเพียงจะบอกการตัดสินใจของฉันให้ทุกคนได้รับรู้ไว้”
“ฉันจะปิดกิจการ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปสถานบริการกลางคืนทั้งหมดในเมืองหลวงนี้จะเป็นอิสระ ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับฉันอีกต่อไป”
พูดจบ จางหงหวู่โบกมือไปทางกลุ่มคน “เรื่องนี้ฉันได้ตัดสินใจไปแล้ว แค่อยากจะมาบอกให้ทุกคนได้รับรู้ไว้ ขอบคุณมากๆ พวกคุณกลับกันได้แล้ว”
จากตรงช่องประตูนั้นผมมองเห็นได้ชัดเจน หลังจากที่จางหงหวู่ประกาศการตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว ทั้งห้องประชุมก็ลุกเป็นไฟทันที หลายคนไม่เข้าใจว่าทำไม มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่บนใบหน้าแสดงออกมาว่ามันเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
ในเวลาเดียวกันนั้นเองผมก็สังเกตเห็น บนใบหน้าของหวงหรุงนั้นเต็มไปด้วยความงุนงง จากนั้นไม่นานก็เปลี่ยนไปเป็นท้อแท้ผิดหวัง เหมือนจะยังไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ชัดเจนแล้วว่าเธอยังไม่ได้รับการเชื้อเชิญจากอำนาจของผางเจี้ยนจูน เรื่องนี้เธอก็เลยยังไม่เข้าใจถี่ถ้วน
ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ภายในห้องประชุมขนาดใหญ่โตก็เริ่มจะว่างเปล่า ไม่มีใครเหลือสักคนเดียว
ขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังจะเดินออกไปนั้น ไม่มีใครสักคนที่จะเข้ามากล่าวลากับจางหงหวู่เลย ชัดเจนแจ่มชัด จางหงหวู่ไม่ได้เป็นหงส์ที่สูงศักดิ์อีกต่อไป พวกเขาเหล่าหัวเป็ดหัวไก่ก็เลยไม่จำเป็นจะต้องมาสนอหน้ายิ้มแย้มใส่อีก
พอทุกคนออกไปหมดแล้วนั้น ผมกับหวูเจิ่นดงก็ออกจากหัวมุม ไปอยู่ข้างๆเธอ นั่งเคียงข้างกัน
“มีความรู้สึกไม่สบายใจบ้างมั้ย?”
จางหงหวู่หัวเราะแล้วยื่นมือออกมา จากนั้นก็ใช้ฝ่ามือพัดโบกกลางอากาศหลายที “หวังว่าจะได้ถือโอกาสนี้เอาพวกโง่ปลายแถวที่ไม่ได้เรื่องแต่ละคนออกไปซะที”
“ไม่เป็นไรหรอก ผมจะขยันให้มากขึ้น ท่านกุนซืออย่างคุณภรรยาอยู่ด้านหลังแนะนำแผนการ ต่อไปต้องมีโอกาสแน่นอน”
เหมือนว่ามีหวูเจิ่นดงขวางอยู่ข้างๆ ดังนั้นจางหงหวู่เลยไม่พูดอะไรออกมา ทำแค่เพียงหัวเราะออกมา
ทันใดนั้นเองก็มีคนเข้ามาในห้องประชุม แถมยังมีตั้งสามคน คนหนึ่งอยู่ด้านหน้าสองคนอยู่ด้านหลัง คนที่อยู่ด้านหนาดูเหมือนว่าน่าจะเป็นเถ้าแก่ ส่วนด้านหลังสองคนนั้นน่าจะเป็นบอดี้การ์ด
รู้สึกว่ามีอะไรสะกิดขา จากนั้นผมก็ก้มหัวลง ก็พบว่าจางหงหวู่นั้นใช้สัญญาณมือมาสองคำส่งมาให้ คำที่หนึ่งคือแปด อีกคำคือหนึ่ง
เทศกาลวันกองทัพ 1 สิงหาคม ผางปาอี หรือก็คือผางเจี้ยนจูน(ปาอีและเจี้ยนจูนหมายความว่าวันกองทัพ 1 สิงหาคม)
มองที่รูปร่างหน้าตาอย่างเดียว มองไม่ออกจริงๆว่าคนอย่างผางเจี้ยนจูนนั้นเป็นผู้อาวุโสที่มาจากยุทธจักร อายุน่าจะเกือบห้าสิบ รูปร่างสูงใหญ่แต่ว่าหน้าตาดูอ่อนโยน ดูแล้วน่าจะเหมือนบุคคลที่เป็นคนตรงไปตรงมามากกว่า ยังไม่ได้ดูการแต่งตัวของเขาที่ใส่ชุดสูทCANALIราคาร่วมหลายหมื่น
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ ประธานจาง ผมได้ยินมาว่ามีการประชุมปิดกิจการ? ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ ไม่ง่ายเลยนะที่จะทำธุรกิจมาขนาดนี้ได้ ทำไมถึงยอมปล่อยมือไปง่ายๆละเนี่ย!”
ผางเจี้ยนจูนเดินมาอยู่ตรงหน้า จากนั้นก็กันหวูเจิ่นดงแยกออกไปด้านข้าง
หวูเจิ่นดงกำลังจะลงมือ ทันใดนั้นเองก็ถูกชายชาตรีสูงใหญ่เกือบจะสองเมตรที่อยู่ด้านหลังผางเจี้ยนจูนนั้นหยุดเขาไว้เรียบร้อย พริบตาเดียวสองคนนั้นก็เริ่มลงมือจัดการในห้องประชุมนั้นเลย ช่วยกันทั้งเตะทั้งต่อย ลงมืออย่างดุเดือดเลือดพล่าน
ผางเจี้ยนจูนหันมา ชายตามามองหวูเจิ่นดงประเมินด้วยความประหลาดใจ “พี่ชาย ฝีมือไม่เลวเลยนี่ ต่อจากนี้มาติดตามฉันดีกว่า รับประกันว่านายจะได้กินดีอยู่ดี ผู้หญิงและอาวุธก็มีให้นายเลือกอย่างที่อยากเลยละ!”
“เลือกแม่มึงสิ!”
ผางเจี้ยนจูนทำแค่หัวเราะ ไม่ได้แสดงความโกรธออกมาเลย ทันใดนั้นก็หันไปทางจางหงหวู่
“ประธานจาง ข่าวสารนี่ช่างมีประโยชน์จริงๆ ฉันยังไม่ทันมาแจ้งให้คุณทราบเลย คุณก็ดันปิดกิจการไปซะแล้ว นี่มันช่าง……น่าผิดหวังเสียเหลือเกิน ไม่ได้ทันลงมือกับคุณเนี่ยมันช่างน่าผิดหวังจริงๆ”
จางหงหวู่มองด้วยใบหน้ายิ้มแย้มไปทางผางเจี้ยนจูน “พี่ปาอีคนนี้คิดจะลงมือ จะมีใครกล้าขัดขวางละคะ ไม่อยากมีชีวิตยืนยาวอย่างงั้นเหรอ? จริงๆแล้วพี่ไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงทำตัวลับๆล่อๆแบบนั้นเลย ขอแค่เพียงพี่เอ่ยปาก จางหงหวู่คนนี้คงไม่แคล้วรีบปล่อยมืออย่างเต็มใจแน่นอน!”
ผางเจี้ยนจูนโบกมือ “ไม่ไม่ไม่ พูดแบบนั้นไม่ได้ แล้วก็ไม่กล้าพูดไม่ได้นั้นด้วย ตอนนี้สังคมกฎหมาย อืม สังคมปกครอง”
“จริงๆแล้วฉันกลับได้ยินมาว่าอธิบดีและเลขาธิการคณะกรรมการบริหารพรรคที่เพิ่งมาดำรงตำแหน่งใหม่นั้น ดูเหมือนว่าจะสนใจในตัวคุณอยู่ไม่น้อยเลย คุณไปถ่างขาปรนนิบัติเขา จะได้ไปยืมอำนาจรัฐมาจัดการฉันไง? ไม่แน่ฉันอาจจะกลายเป็นเน่เหล่ยคนต่อไปก็ได้ แล้วยังได้ออกหนังสือพิมพ์! ฉันยังจำได้ว่าหนังสือพิมพ์บอกว่าเขาโดนโทษประหารชีวิตโดยการฉีดยาให้ตายใช่มั้ยล่ะ? ยังไม่ได้รับรู้รสชาติการใช้ชีวิตอะไรเลย ฉันเทียบเขาไม่ติดเลย เทียบไม่ติด……”
คำพูดของผางเจี้ยนจูนยังไม่ทันจบ มือของผมก็ถูกมือนุ่มข้างหนึ่งจับไว้แน่น นั่นก็คือมือของจางหงหวู่ เธอคงกลัวผมทำอะไรวู่วาม
เอาตรงๆผมนี่อยากจะวู่วามควานหาที่เขี่ยบุหรี่เอาไปทุบปากไอ้ผางเจี้ยนจูนนั่นจริงๆ ยิ่งโดยเฉพาะตอนที่ได้ยินประโยคที่บอกว่าให้จางหงหวู่ไปถ่างขาปรนนิบัติอธิบดีนั่น
มีเสียง‘ป้างป้างป้าง’ลอดออกมา จากนั้นก็ได้ยินเสียงมีโต๊ะเก้าอี้ถูกพังทำลายลงมา
ตอนผมหันหัวกลับไป ได้เห็นหวูเจิ่นดงหิ้วขาเก้าอี้ที่หักออกมาพอดิบพอดี ทิ่มไปที่คอของบอดี้การ์ดพวกนั้น
พริบตาเดียว บอดี้การ์ดอีกคนก็ควักปืนพกออกมาจากหน้าอกของเขา ชี้ไปทางหวูเจิ่นดง
“แกจะลองดูก็ได้ว่าลูกปืนจะไวกว่าหรือว่ามือแกจะไวกว่า”
หวูเจิ่นดงล้มเลิก ปล่อยไม้ขาโต๊ะนั้นลงที่ด้านข้าง ใบหน้าฉาบไปด้วยรอยยิ้ม ชูสองมือขึ้น คล้ายจะแสดงให้เห็นชัดเจนว่าตัวเองจะไม่ทำร้ายอีก
“หงหวู่ พวกเราสองคนยังไงก็เป็นเพื่อนเก่ากัน ตอนที่เธอเพิ่งออกมาทำสายงานนี้ ก็ทำด้วยกันกับฟางเฟย เดิมทีฉันอยากจะรับเธอไปอยู่ด้วยกัน แต่ว่าฟางเฟยไม่ยอม ฉันผางปาอีคนนี้เลยไม่มีทางเลือกอื่น ทำได้แค่รับตัวฟางเฟยได้คนเดียว ถึงตอนนี้จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ จริงๆแล้วไม่ใช่ว่าฉันอยากจะเห็นอะไรแบบนี้เกิดขึ้น แต่ว่าลูกน้องของฉันยังไงก็ต้องกินข้าวใช่มั้ย? ดังนั้นแล้ว ก็ทำได้แค่เพียงหาของกินที่อยู่ในมือของเธอเท่านั้นเอง”
ขณะที่พูดอยู่นั้น ผางเจี้ยนจูนก็เอื้อมมือมาที่ขาของจางหงหวู่ เพียงแต่ว่าโดนจางหงหวู่ตบเข้าไปฉาดใหญ่เซไปด้านข้าง
ในกระเป๋าเสื้อมีปากกาอยู่ จริงๆแล้วผมเตรียมไว้ใช้จำอะไรพวกนั้น แต่ตอนนี้มองดูแล้ว มันคงจะถูกใช้ทำอะไรแบบใหม่แน่ๆ..