ชีวิตที่อยู่ร่วมห้องกับสาวๆ 18+ - บทที่ 141 แกเสียสติไป
บทที่ 141 แกเสียสติไป
ตอนค่ำเวลาสี่ทุ่มกว่า ผมขับรถพาจางหงหวู่กลับมายังที่พัก
เธอกลับไปห้องนอนเปลี่ยนเสื้อผ้า ผมเลยไปห้องอาบน้ำเตรียมน้ำสำหรับอาบ
พอน้ำในอ่างเต็ม จางหงหวู่ก็เปลี่ยนเป็นชุดนอนเรียบร้อยแล้วเดินเข้ามา
ชุดนอนนั้นเซ็กซี่มาก บางมาก เกือบจะเห็นทะลุเข้าไปด้านทิวทัศน์อันสวยงามด้านในทีเดียว แต่ในใจผมนั้นไม่มีอารมณ์อ่อนไหวใดๆ เชื่อว่าเธอตอนนี้ก็ไม่มีอารมณ์รู้สึกอ่อนไหวนั้นเหมือนกัน
ถอดเสื้อผ้าออก พวกเราก็นั่งประชันหน้ากัน แต่ละคนพิงไปคนละฝั่งของอ่างอาบน้ำ มองกันและกันด้วยความนิ่งสงบ ไม่มีใครพูดบทสนทนาออกมา
สักพักใหญ่เลยผมก็หัวเราะออกมา เธอก็หัวเราะออกมาเช่นเดียวกัน
“เหมือนว่าจะไม่มีอะไร แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จากนี้ไปฉันคงจะมีเวลาอยู่เป็นเพื่อนคุณมากขึ้น”
ผมพยักหน้า “อือ คุณน่าจะสามารถช่วยผมคลอดลูกออกมาได้11คน จากนั้นพวกเราจะได้ไปช่วยกันเตะบอลกัน”
จางหงหวู่ถีบมาที่ขาผมเบาๆ “คุณเห็นฉันเป็นหมูหรือไง คลอดออกมาได้เยอะขนาดนั้น!”
ผมจับเท้าเล็กๆของเธอมาบีบคลึง “คุณน่าจะลองหน่อยนะ ผมมั่นใจในตัวคุณ”
ร่างกายขาวนวลถูกผมอุ้มมาอยู่บนตัว เธอไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด
มือทั้งสองค่อยๆผ่านทะลุไปที่เอวอันบอบบาง จากนั้นกุมมือขาวสวยคู่นั้นไว้
ผมไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านี้ เธอเองไม่ได้มีท่าทีปรารถนาเช่นเดียวกัน
แน่ซะยิ่งกว่าแน่ พวกเราไม่มีความรู้สึกอยากทำเรื่องอย่างว่าชั่วคราว
ผ่านไปสักพัก พวกเราก็ลุกขึ้น ช่วยกันล้างของกันและกันจนสะอาดแล้วกลับไปบนเตียง
คืนนี้ผมและเธอกอดกันจนหลับไป สงบและอบอุ่น เรียบง่ายแต่ก็สบายใจเป็นอย่างมาก
เช้าวันที่สอง ผมตื่นจากในฝันจางหงหวู่ก็ทำข้าวเช้าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
ลงจากเตียงล้างหน้า ทานข้าวเช้าด้วยกันเรียบร้อยแล้ว จางหงหวู่อยู่ดีๆก็เสนอไปปีนเขากัน
ผมไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ดีๆข้อเสนอนี้ถึงโผล่ออกมา แต่ว่าอย่างน้อยผมก็คิดว่าเป็นเป็นไอเดียที่ไม่เลวเลยทีเดียว ผมและเธอก็เลยเปลี่ยนเป็นชุดออกกำลังกาย ขับรถไปชนบท ไปปีนเขาที่เหมือนหูลาสองยอดมีชื่อว่าภูเขาหลูเอ่อ
ภูเขานั้นไม่สูงมากแต่ว่ามีความชัน และพวกเราเองก็เป็นพวกปกติออกกำลังน้อยอยู่แล้วด้วย ดังนั้นก็เลยปีนช้ามาก แต่ก็ยังดีที่ช่วยกันพยุงกันไป สุดท้ายก็ปีนถึงยอดเขาได้ในที่สุด
บนยอดเขามีวัดอยู่ ในวัดมีพระสงฆ์อยู่ไม่กี่รูป และดูเหมือนว่าจะเคร่งครัดมากกว่าหลักปฏิบัติมาตรฐานอยู่พอสมควรเลยทีเดียว เข้าไปในวัดจ่ายค่าเข้าวัด ยังไม่เข้าใจว่าพวกเขาสร้างวัดหรือสร้างสวนสนุกกันแน่
จุดสำคัญของสวนสนุกนี้กลับไม่ใช่ตั๋วเข้า แต่เป็นค่าธูปเทียนต่างหาก!
จางหงหวู่เข้าไปในอุโบสถจุดธูปบูชาไหว้พระ ส่วนผมอยู่ในวัดรอเธอ
ขณะที่ผมกำลังสูบบุหรี่ด้วยความเซ็งสุดๆอยู่นั้น ผมก็ได้เจอกับผู้อาวุโสหยู่เสี้ยงเฉียน นี่มันช่างเป็นวาสนาของผมจริงๆ
หยู่เสี้ยงเฉียนมองมาที่ผม ผมเลยเดินออกไปทักทาย
หยู่เสี้ยงเฉียนขานรับ จากนั้นเข้าไปส่วนด้านในของอุโบสถ ส่วนคนที่เป็นบอดี้การ์ดของเขา ดงป๋อชวนนั้นยังคงอยู่รอบๆวัด
“พี่ดง ไม่กลัวจะมีคนมาทำร้ายท่านหยู่เหรอ?”
“ลำดับผิดแล้วละ ไม่ว่าจะเป็นนับจากทางฝั่งหยู่ถิง หรือว่าจะนับจากทางปู้หนาน คุณก็ควรจะเรียกผมว่าลุงดง”
ผมยื่นบุหรี่ให้เขามวนหนึ่ง “งั้นผมนับจากทางฝั่งหวูเจิ่นดง”
ดงป๋อชวนหัวเราะ จากนั้นก็ไม่เถียงเรื่องหยุมหยิมนี้อีก เขาพูดกับผมว่า “ท่านหยู่มาที่นี่เป็นประจำ แม้กระทั่งยามที่นี่ก็เป็นคนที่ฉันหามา ดังนั้นไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยทั้งหมด”
“โอ้?” ผมแอบรู้สึกแปลกใต เลยถามสาเหตุ
ดงป๋อชวนเองก็ไม่ได้ปิดบังอะไร พูดกับผมตรงๆว่า หลายปีมานี้หยู่เสี้ยงเฉียนชอบสะสมพวกเครื่องเคลือบลายคราม แถมยังสะสมเยอะมาก ก็เลยสร้างที่มีเป็นห้องนิทรรศการ แน่นอนว่าห้องนิทรรศการนี้เป็นเอกชน เป็นเพียงที่เปิดให้มาชมสำหรับคนที่ชอบสะสมและคนพิเศษของเขาเท่านั้น
ผมพยักหน้า ต้องจำเรื่องงานอดิเรกนี้ไว้สักหน่อย แต่ว่าต้องไม่แสดงสีหน้าออกมา
“แล้วคุณล่ะ คุณทำไมอยู่ดีๆมาที่นี่ได้?”
“ผมพาหวูเจิ่นดงมาที่นี่ เตรียมตัวลักพาตัวท่านหยู่ จากนั้นก็ขอค่าไถ่เป็นบุหรี่Chunghwaแบบนิ่มซักสองมวน”
ดงป๋อชวนหัวเราะเสียงดัง
หัวเราะเสร็จ ผมก็พูดกับเขาว่า “ผมมากับจางหงหวู่”
ผมมั่นใจว่าดงป๋อชวนต้องรู้จักชื่อจางหงหวู่อย่างแน่นอน ยืนยันชัดเจนว่าดงป๋อชวนก็รู้จักจริงๆ
ดงป๋อชวนไม่ได้เอ่ยปากอะไรออกมา แต่ว่าดูจากท่าทางของเขาผมก็รู้ได้เลย เขาตกใจมากว่าทำไมผมถึงได้มากับจางหงหวู่ได้
มองเห็นว่าจางหงหวู่เดินออกมาจากในอุโบสถด้านใน จากนั้นผมก็ยื่นมือออกไป กุมมือเล็กๆสีขาวของเธอไว้ในมือ
ดงป๋อชวนทักทายจางหงหวู่ จากนั้นก็หันมองทางผม
เขาไม่ได้พูดอะไร แต่ว่าผมรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ผมเลยพูดออกไปตรงๆ “นี่คือภรรยาในอนาคตของผม”
ไม่รอให้เขายิงคำถาม ผมก็พูดเสริม “เจอใครผมก็จะพูดแบบนี้”
ดงป๋อชวนสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย “แกต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ”
ทำไมถึงเสียสตินะเหรอ ในสายตาของดงป๋อชวน ผมกล้าคบกับหยู่ถิงและลู่ปู้หนานในเวลาเดียวกัน แล้วยังกล้าประกาศออกมาต่อหน้าเขาอีกว่าจางหงหวู่เป็นภรรยา แบบนี้ก็คล้ายกับเสียสติไปแล้วจริงๆอะนะ
แต่ในสายตาของผม มันก็เป็นแค่ความจริงเรื่องหนึ่งเท่านั้น
กล่าวลาดงป๋อชวน จากนั้นผมก็ออกจากวัดไปกับจางหงหวู่ ลงเขาออกจากที่นี่
ขณะที่กำลังลงเขาอยู่นั้น จางหงหวู่ก็พูดออกมา“คุณไม่ควรจะพูดเรื่องพวกนั้นต่อหน้าดงป๋อชวนเลย เขาอาจจะเอาเรื่องนี้ไปบอกหยู่เสี้ยงเฉียนก็ได้ แบบนั้นจะทำให้หยู่เสี้ยงเฉียนมองคุณเป็นเป้าหมายก็ได้นะ”
“ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอก ถ้าแค่เรื่องที่คุณจะเป็นภรรยาของผมในอนาคต ผมยังไม่กล้ายอมรับแล้วละก็ งั้นคุณจะมาอยู่กับผมทำไม เพื่อให้คุณรู้สึกผิดจริงๆ?”
เธอส่ายหน้าพูด“ฉันไม่ได้รู้สึกผิด ฉัน……”
“อย่าพูดว่าแค่อยู่ต่อหน้าดงป๋อชวนเลย ถึงอยู่ต่อหน้าหยู่เสี้ยงเฉียน แม่ว่าเขาจะรู้เรื่องที่ผมมีอะไรกันกับหยู่ถิงและลู่ปู้หนาน ถึงยังไงผมก็จะพูดอยู่ดี จางหงหวู่เป็นผู้หญิงของผม จะเป็นภรรยาของผมในอนาคต แล้วยังไง เรื่องพวกนี้ถึงจะตัดหัวผมไป มันก็เปลี่ยนไม่ได้หรอกนะ!”
จางหงหวู่ไม่ได้พูดอะไร เธอเอาศีรษะพิงเบาๆมาที่หัวไหล่ผม
เนิ่นนาน เธอถึงเปล่งเสียงพูดออกมา“ไม่น่าแปลกที่ดงป๋อชวนถึงบอกว่าคุณเสียสติไปแล้วแน่ๆ คุณมันเสียสติจริงๆด้วย แต่ว่าความเป็นประสาทของคุณนั้นฉันชอบมากจริงๆ ทำฉันภูมิใจมากในสามีในอนาคตของฉัน”
ประคองใบหน้ารูปไข่อันสวยหยาดเยิ้มของเธอนั้น ผมจูบลงไปอย่างดูดดื่ม พยายามค้นหาลิ้นอันหอมหวนของเธออย่างถึงที่สุด
นานหลายนาที ขณะที่เสียงครางของจางหงหวู่เริ่มถี่ขึ้น ผมกำลังจะยื่นกรงเล็บปีศาจหมายจะขย้ำเหยื่อนั่นเอง ก็ถูกเธอขัดขวางเอาไว้
“วัดเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ เราทำแบบนั้นไม่ได้นะ”
ผมไม่เชื่อเรื่องผีสางเทวดา แต่ว่าผมก็ไม่ทำลายความเชื่อของคนอื่นหรอกนะ
ดังนั้นเลยจูงมือเล็กๆของจางหงหวู่ พวกเราก็ลงเขามาด้วยกัน
แต่ระหว่างทางที่ลงเขามานั้น เธอเอาแต่ตะโกนว่าทั้งขาทั้งเท้าเมื่อยไปหมด จากนั้นนัยน์ตาของเธอเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มองอย่างน่าสงสารมาที่ผม “อุ้มฉันหน่อยนะ ฉันเดินไม่ไหวแล้วจริงๆ”
“แต่ว่าวัดเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์นะ ชายหญิงไม่ควรแตะเนื้อต้องตัวกันทัังทางตรงและทางอ้อม ไม่ดีมั้ง?”
“ฉันเพิ่งไปจุดธูปไหว้พระมา ท่านบอกว่าวันนี้ท่านยุ่งมาก ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องพวกนี้……”
ข้ออ้างที่จางหงหวู่พูดออกมานั้น ผมก็หมดปัญญาจะเถียง ไม่นานก็คิดขึ้นมาได้ ว่าเธอกับผมนั้นเดินทางทางเดียวกัน
หลังจากแบกจางหงหวู่ลงจากเขา พวกเราก็ขับรถมาเจอร้านอาหารท้องถิ่นแห่งหนึ่ง ก็เลยตัดสินใจกินข้าวกลางวันที่นี่ซะเลย
ตอนที่กำลังกินอาหารอยู่นั้น อยู่ดีๆจางหงหวู่ก็พูดขึ้นมา“ฉันตัดสินใจแล้วบ่ายนี้จะให้ลูกน้องไปแจ้งเถ้าแก่ทุกร้าน ถอนตัว”
“ตัดสินใจแล้ว?”
จางหงหวู่หัวเราะแล้วหัวเราะอีก “ถ้าไม่ตัดสินใจแบบนี้แล้วจะมีทางเลือกอื่นอีกเหรอ?”
ผมเลยหัวเราะออกไป “เรื่องพวกเขานั้นไม่มีวิธีอื่นจริงๆ”
กินข้าวกลางวันเรียบร้อย จางหงหวู่กำชับลูกน้องให้ไปแจ้งข่าวเถ้าแก่ร้านพวกนั้น จากนั้นผมก็เดินทางไปกับเธอตรงไปที่ดี้เล่สิงซิง