ชีวิตที่อยู่ร่วมห้องกับสาวๆ 18+ - บทที่ 134 ฉันจะตอบแทนคุณนะ
บทที่ 134 ฉันจะตอบแทนคุณนะ
เวลาสองชั่วโมง มันอาจจะดูค่อนข้างโหดร้าย เพราะผมทำแค่กระตุ้นยี่เจียเจียอย่างเดียว
แต่ผมเล่นอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง ยี่เจียเจียก็เสร็จไปแล้วไม่รู้ว่าห้ารอบหรือหกรอบ ตอนนี้เธอถึงได้นอนราบอยู่บนเบาะอย่างหมดเรี่ยวแรง
หลังจากเช็ดทำความสะอาดมือบนตัวของเธอเสร็จ ผมก็ชักมือกลับมา จากนั้นก็ดื่มเครื่องดื่มจนหมดขวด ขณะที่ความต้องการกำลังแผดเผา ลำคอกำลังแห้งผาก
เมื่อดื่มน้ำลงไป ก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาภายในพริบตา
ผ่านไปสิบนาที ยี่เจียเจียถึงได้ค่อยๆกลับมามีเรี่ยวแรง
เธอสบถด่าผมออกมาเสียงเบาว่า “เฉินเฟิงคุณมันสารเลว คุณจงใจทรมานฉัน”
ผมหันไปมองใบหน้าน่ารักของยี่เจียเจีย “คุณคิดว่าผมเป็นแบบนั้นเหรอ?”
เธอถลึงตาใส่ผมแรงๆ แต่ผมกลับทอดสายตาอ่อนโยนแกมดุเปี่ยมไปด้วยความจริงใจไปให้เธอ
ผ่านไปนาน สายตาของเธอก็ทอแววอ่อนลงขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นเธอก็ก้มหน้าลง
“ขอโทษ ฉันไม่มีเงินแล้ว แม้แต่พันหนึ่งฉันก็ให้คุณไม่ได้หรอก แต่ถึงฉันจะมี ฉันก็ไม่กล้าให้หรอก เพราะว่าตอนนี้ฉันต้องการเงินจริงๆ ไม่อย่างนั้นฉันคงไปอยู่ที่เมืองหลวงได้ไม่กี่วันแน่ๆ”
ผมทอดสายตาไปยังกระเป๋าของเธอ “คุณมีทั้งหมดเท่าไหร่”
ยี่เจียเจียนิ่งไป ต่อมาสายตาของเธอก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา ทั้งยังดูหงุดหงิด
เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ เธอจึงหยิบกระเป๋าสตางค์สีชมพูออกมา จากนั้นก็หยิบเงินสดออกมาให้ผมดู มีแบงค์อยู่ประมาณยี่สิบสามสิบใบ ต่อมาผมก็ส่งสายตาขอดูเงินในบัตรของเธอ
ยี่เจียเจียหน้าซีด แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
เธอหยิบบัตรที่มีทั้งหมดออกมา แล้วทยอยกดเช็กยอดเงินในโทรศัพท์ให้ผมดู
“มีไม่ถึงหมื่นหรอก คุณต้องการเท่าไหร่ ก็จัดการเอาเองตามสมควรก็แล้วกัน!”
ผมจึงหยิบบัตรมาใบหนึ่ง ยี่เจียเจียกำลังจะยื่นมือมาแย่ง แต่สุดท้ายก็เก็บบัตรที่เหลือเข้ากระเป๋าอย่างกระฟัดกระเฟียด แล้วหันหน้าหนีไปยังด้านข้าง
ในบัตรนี้มีเงินเยอะสุด ราวๆห้าพันได้ จึงไม่แปลกถ้ายี่เจียเจียจะโมโห นี่อาจจะเป็นครึ่งหนึ่งที่เธอมีติดตัวอยู่ในตอนนี้
“ทำไมไม่ห้ามผมล่ะ คุณเอากลับไปได้นะ ถ้าสมมติผมไม่คืน คุณแจ้งเจ้าหน้าที่บนรถก็ได้ ถึงยังไงบนบัตรนี้ ก็เป็นชื่อคุณอยู่ดี”
ผมเอ่ยเตือนยี่เจียเจีย แต่เธอกลับปฏิเสธไม่ยอมรับคำแนะนำของผม
“ฉันไม่อยากติดค้างคนขายตัว ฉันยังพอมีจิตสำนึกน่า!”
“แต่คุณไม่มีเงินแล้วนะ ยังจะยึดถือบรรทัดฐานโง่ๆอยู่อีกเหรอ คุณนี่มัน…….”
ผมล้วงโทรศัพท์ออกมา แล้วทำอะไรบางอย่างกับบัตรใบนั้นสักพัก จากนั้นก็ยัดบัตรกลับคืนไปให้เธอ
“คุณหมายความว่ายังไง รังเกียจเงินน้อย? หรือว่าจู่ๆก็มีจิตสำนึกขึ้นมา”
ต่อให้เอายี่เจียเจียมัดรวมกันสิบคนก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ในการปะทะฝีปากกับผม ตอนนี้ผมจึงไม่อยากโต้เถียงกับเธอ
ดังนั้นผมจึงแกะขนมบิสกิตที่พนักงานเอามาแจก แล้วกินเข้าไปทั้งแผ่น แถมยังหยิบน้ำของยี่เจียเจียขึ้นมาดื่มเป็นพักๆ จนทำให้เธอฟึดฟัดเพราะทำอะไรไม่ได้
“คุณมีข้อความเข้า”
เสียงโทรศัพท์ของยี่เจียเจียดังขึ้นมา จากนั้นก็เห็นเธอล้วงโทรศัพท์ออกมากดยุกยิกๆ
ผมกำลังกินบิสกิตอยู่ จู่ๆเธอก็ซบลงมาบนไหล่ของผม พร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา
“ไม่เอาๆๆ ผมไม่ดื่มน้ำของคุณแล้วก็ได้โอเคไหม คุณนี่มันจริงๆเลย โตขนาดนี้แล้ว ผมดื่มน้ำแค่นิดเดียวก็ร้องไห้ซะขนาดนี้ คุณนี่มัน……”
“ขอบคุณนะ หลังจากเกิดเรื่อง ก็ไม่มีใครยอมช่วยเหลือฉันเลย เพื่อนที่เคยคบพอเจอหน้ากันก็ไม่กล้าแม้แต่จะพูดกับฉันด้วยซ้ำ เอาแต่หลบหน้าหลบตาฉัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องให้ยืมเงินเลย เฉินเฟิง ฉันขอบคุณจริงๆนะ”
ผมมองเธอไปหนึ่งที “ตอนนี้รู้ยังว่าผมเป็นคนดี? ยังจะบอกว่าไม่อยากติดค้างคนขายตัวอยู่ไหม ด่าผมยังไงไม่ให้มีคำหยาบ เยี่ยมสุดๆไปเลย”
“ใครใช้ให้คุณแกล้งซะเหมือนขนาดนั้นล่ะ แถมยังตรวจดูบัตรฉันทุกใบอีก”
ผมเหลือบตามองบน “ไร้สาระน่า จริงๆแล้วผมก็ไม่ใช่คนใช้เงินฟุ่มเฟือยหรอก ถ้าไม่ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณไม่มีเงินจริงๆ แล้วผมจะไปช่วยคุณได้ยังไง แบบนี้เขาเรียกว่าต้องแน่ใจก่อนค่อยลงมือทำยังไงล่ะ”
ยี่เจียเจียไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ผมจึงกอบกุมใบหน้ารูปไข่ของเธอเอาไว้แน่น
นานพอสมควร เธอถึงได้หยุดสะอื้น จากนั้นก็เช็ดน้ำตา แล้วจ้องมองผมอย่างจริงจัง
“เฉินเฟิง ทั้งชีวิตนี้ฉันจะไม่ลืมคุณเด็ดขาด ฉันจะไปขายตัวหาเงินมารับใช้คุณ และฉันก็จะคืนเงินแสนก้อนนี้ให้คุณด้วย!
“เจริญละ ผมได้บอกว่าให้คุณเอาเงินแสนไปทำอะไรแบบนั้นเหรอ? หางานอะไรที่มันเหมาะสมหน่อยเถอะ……”
สั่งสองยี่เจียเจียไปหนึ่งฉาด จากนั้นผมก็พูดกับเธอว่า “แล้วคุณก็ห้ามบ่นว่าผมให้เงินคุณน้อยด้วย แม้ว่าตอนนั้นคุณจะให้ผมมาเยอะ แต่ว่าตอนนี้ผมเอาไปซื้อKTVแล้ว เพื่อนก็มายืมไปอีกห้าแสน เพราะงั้นเงินที่ผมมีอยู่ในมือจึงเหลือไม่เท่าไหร่แล้ว เงินแสนนี้ คุณไม่ต้องคืนผม ผมหวังแค่ว่าคุณจะมีชีวิตดีๆ อย่าหาเรื่องเดือดร้อน อย่าเดินทางสายอบายมุขก็พอ แค่นี้แหละ”
ยี่เจียเจียไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่คล้องแขนของผมเอาไว้ แล้วหนุนหัวลงมาบนไหล่ของผม
ต่อให้มีผู้โดยสารหรือพนักงานเดินผ่าน เธอก็ไม่สนใจ
หลังจากที่รถไฟจอดเทียบสถานี ยี่เจียเจียก็ใช้เสื้อมัดเอวเดินลงรถ
เมื่อมาอยู่ในสถานี เธอก็จูบผมแรงๆหนึ่งครั้ง “เฉินเฟิง ฉันจะตอบแทนคุณนะ ยี่เจียเจียคนนี้จะตอบแทนคุณแน่นอน ฉันขอสาบาน!”
เดิมทีผมก็ไม่ได้หวังว่าเธอจะต้องตอบแทนอะไรอยู่แล้ว ผมแค่ไม่อยากเห็นคนที่เคยสูงส่งอย่างเธอตกต่ำเท่านั้นเอง
บางที นี่อาจจะเป็นความดีในเบื้องลึกของผมก็ได้ หรือบางทีผมอาจจะมองโลกในแง่ดีจนดูโง่? ใครจะไปรู้ล่ะเนอะ เอาเป็นว่าการเสียเงินแสนในครั้งนี้มันทำให้ผมสบายใจมากๆ
เมื่อออกมาจากสถานีรถไฟ ผมกับเธอก็แยกกันคนละทาง ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกทีปีไหนเดือนไหน จะมีวันได้เจอกันอีกไหมก็ไม่รู้ ก็ขอให้เธอมีชีวิตสงบสุขแล้วกัน
หลังจากที่ผมเรียกแท็กซี่มาส่งที่ตึกแลนด์มาร์กข้างๆมหาวิทยาลัยของลู่ปู้หนาน ผมก็กดโทรหาเธอ
โทรไปบอกเธอว่ามีของมาส่ง อยากให้เธอช่วยไปรับแทนผมหน่อย
“แต่ว่าฉันกำลังร้องคาราโอเกะกับเพื่อนอยู่นะ วันนี้เกิดเป็นวันเกิดเธอ เพื่อนก็อยู่กันตั้งหลายคน”
“ฉันค่อนข้างรีบนะ”
หลังจากที่ผมพูดประโยคนี้เสร็จ เสียงของลู่ปู้หนานก็ดังขึ้นมาในสายอย่างไม่ลังเล “ก็ได้”
จากนั้น ผมก็นั่งสูบบุหรี่รอเธอ
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง รถออดี้ A7คันสีขาวก็จอดลงตรงจุดที่ผมนัดหมายเอาไว้มาใกล้ไม่ไกล
จากนั้น ฝั่งคนขับก็มีผู้ชายคนหนึ่งลงมาจากรถ ต่อมา เมื่อประตูเบาะหลังเปิดออก ลู่ปู้หนานถึงได้ลงมา
ผมหวังว่า ไก่ทอดของผมจะไม่เสียเปล่านะ ไม่อย่างนั้นคงเป็นการเปลืองเงินเปล่าๆ
ยังดี ที่เบาะข้างคนขับมีผู้หญิงสวยหุ่นนางแบบลงมาด้วย พร้อมกับคล้องแขนของผู้ชายคนนั้นเอาไว้
“ปู้หนาน เพื่อนเธอหลอกเธอหรือเปล่า ตรงนี้ไม่เห็นมีใครเลย?”
“ไม่น่านะ เขาไม่โกหกฉันหรอก เดี๋ยวฉันโทรไปถามเขาก่อน เขาไม่ได้โกหกฉันแน่ๆ”
วินาทีต่อมา โทรศัพท์ของผมก็ส่งเสียงดัง
ดังนั้นผมจึงกดรับ เสียงของลู่ปู้หนานก็ดังขึ้นมาจากบริเวณไม่ใกล้ไม่ไกล “พี่เฟิง เพื่อนพี่อยู่ไหนอะ ฉันมาถึงแล้ว แต่ว่าไม่เห็นใครเลย ไม่ใช่ว่าเขารอไม่ไหวเลยกลับไปแล้วนะ?”
“เปล่า เขายังอยู่ กำลังสูบบุหรี่อยู่แถวๆถังขยะไม่ใกล้ไม่ไกลจากเธอนั่นไง เขาถือกล่องเก็บอุณหภูมิมาด้วยนะ”
“ห๊า?!”
ต่อมา ผมก็เห็นลู่ปู้หนานเดินถือโทรศัพท์มองไปรอบๆ จนกระทั่งเธอมองมาที่ผม เธอก็นิ่งอึ้งไปทันที
ผ่านไปสิบนาทีเต็มๆ เธอถึงได้มีสติกลับมา ใบหน้าหมดจรดรูปไข่ยกยิ้มออกมาอย่างมีความสุข…..