ชีวิตที่อยู่ร่วมห้องกับสาวๆ 18+ - บทที่ 126 ทำแบบนี้อีกไม่ได้
บทที่ 126 ทำแบบนี้อีกไม่ได้
เสียงหัวเราะมาจากด้านหลัง ฉันหันตัวไปมอง จ้าวเย่นซวนที่กำลังหอบของกินเต็มถุง ท่าทางแบบนี้น่าจะเพิ่งออกมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต
ผมไม่ได้มองตัวเองเป็นคนนอกอะไรเลยหยิบเครื่องดื่มจากถุง แล้วเปิดฝากรอกใส่ท้อง
จ้าวเย่นซวนรู้สึกไม่พอใจ “คนอย่างคุณเนี่ยนะ ทำอย่างงี้ได้ยังไง นี่มันของฉัน ส่งคืนมา!”
จากนั้น ฉันส่งฝาขวดให้เธอ “ไปแลกเอาเองซ อย่าบอกว่าฉันติดหนี้คุณนะ ตอนนี้เราหายกันแล้ว”
จ้าวเย่นซวนย่างเท้ามาด้วยความโกรธ “เป็นคนยังไงเนี่ยคุณน่ะ ดื่มน้ำของฉันฟรีๆแล้วยังจะมีขวาดอีกได้ ไอ้ดวงดีขี้หมา”
“อือ เหยียบอุจจาระคุณแล้ว”
จ้าวเย่นซวนเหมือนแมวโดนเหยียบหางก็ไม่ปาน ตอนนั้นโกรธจนระเบิดออกมา
ผมไม่ตอบโต้เธอ ข้างทางมีร้านของหวาน ผมเลยลากเธอเข้าไปในร้าน
ตอนเข้าไปผมทั้งลากทั้งผลักเข้าไป แต่พอเข้าไปเท่านั้นล่ะอะไรก็ดึงเธอไว้ไม่ได้อีกต่อไป อันนี้ก็อยากกิน อันนั้นก็อยากกิน เหมือนกับว่าอยากกินไปหมดทุกอย่าง ก่อนกับหลังนี่เหมือนกับคนละคน
ขณะที่นั่งพักที่ร้านของหวาน ผมก็คุยเล่นกับเธอ
ขณะที่คุยเล่น อยู่ดีๆจ้าวเย่นซวนก็ถามผมขึ้นมา “ช่วงนี้คุณได้พบกับเซี่ยวถิงบ้างมั้ย?”
“สองวันก่อนเห็นอยู่นะ มีอะไรเหรอ?”
เธอรีบร้อน รีบถามผมว่าเธออยู่ที่ไหน
“ฉันก็แค่อยากรู้ว่าเธออยู่ที่ไหนก็พอแล้ว ฉันยังตามหาเธออยู่ ทำไมเหรอ”
จากนั้นจ้าวเย่นซวนบอกกับผมว่า “สามีของเธอตอนที่ทำงานคนเดียว เพราะว่าไม่ได้รับอนุญาตจัดการเชื่อมแก๊สเป็นการส่วนตัว ไม่รู้ว่าตอนนั้นแก๊สระเบิดได้ยังไง แต่ตอนนี้คนถูกช่วยออกมาแล้ว แล้วก็แล้วก็…… ”
พอเห็นจ้าวเย่นซวนมีความกังวล ผมก็เลยชี้ไปที่เป้ากางเกงของเธอ “เป็นเหมือนกับเธอน่ะเหรอ?”
จ้าวเย่นซวนอายจนหน้าแดงไปหมดกำหมัดแน่น ชกมาที่ผมอย่างเต็มแรง
แต่เธอก็ยังอธิบาย “ไม่ได้เหมือนทั้งหมดหรอก เขาโดนระเบิดจนไม่เหลือ ไม่มีส่วนเว้าเข้าไป……”
ผมพยักหน้า “ไม่ต้องอธิบายละเอียดขนาดนั้นก็ได้ ไม่มีส่วนเว้าเข้าไปแล้ว แค่คิดก็ไม่น่ามีผู้ชายคนไหนยินดีแตะต้องเขาล่ะ”
หน้าเล็กๆที่เขินอายจนแดงก่ำของจ้าวเย่นซวนเหมือนอยากจะพูดอะไรออกมา ผมเลยเอ่ยปากพูดตัดบทเธอ “งั้นคุณตามหาเสี่ยวฉิงไปทำอะไร?”
จ้าวเย่นซวนยิ่งแปลกใจชัดเจน “นั่นเป็นสามีของเธอนะ สามีเธอเกิดเรื่องยังไม่ต้องรีบบอกเธอ?”
ดูท่า เธอคงไม่รู้ซินะว่าไอ้ระยำนั่นมันทำอะไรไว้กับเสี่ยวถิงบ้าง
เสี่ยวฉิงไม่พูด ปกติแล้วเรื่องแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะไปประกาศบอกใครได้
จ้าวเย่นซวนมองขนมที่เรียงรายอยู่บนโต๊ะ ตาโตงอโค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยว ท่าทางดีใจมาก บนใบหน้าที่สวยงามปรากฏความสุขเบิกบานใจ
“ซวนซวน คุณมีของอะไรอยากได้เป็นพิเศษมั้ย?”
จ้าวเย่นซวนเงยหน้ามองมาที่ผม “มีซิ คุณอยากช่วยให้ฉันสมหวังหรือเปล่าล่ะ?”
ผมพยักหน้า“ลองพูดมาซิ ไม่แน่อาจจะทำให้สมหวังได้ก็ได้ ”
ในใจผมคิดว่าความปรารถนาของพวกสาวๆคงหนีไม่พ้นพวกอยากไปดูคอนเสิร์ตดารา อยากไปงานแจกลายเซ็นพวกดาราอะไรแบบนั้น หรือไม่ก็รถรุ่นใหม่ล่าสุด หรือไม่ก็อยากได้พวกแหวนเพชรอะไรพวกนั้น
แต่ความปรารถนาของจ้าวเย่นซวนนั้น เกินความคาดหมายของผมไปไกลมาก——
“ฉันอยากจะมัดคุณไว้กับล้อรถ แล้วซิ่งออกไป ซิ่งไปยันสุดทางด่วนโน้น!”
ความปรารถนานี้ นี่มันยากที่จะช่วยจริงๆ……
“ถ้าอย่างนั้นมีสิ่งที่อยากได้รองลงมามั้ย พวกของอะไรแบบนั้น”
จ้าวเย่นซวนคิดแล้วคิดอีก พยักหน้าตอบ “ยังมีอีกอย่าง ซื้อยาเบื่อหนูแล้วเอาให้คุณกิน จากนั้นก็เขย่าไปเขย่ามา”
กินก็กินเข้าไปแล้ว ยังจะอยากเขย่าไปมาอีก ทำซะผมขวัญผวา
เธอบอกผมว่า เขย่ายาจะทำให้ยาออกฤทธิ์ไวขึ้น
“นี่คุณกลัวผมไม่ตายหรือไง! ”
ท้ายที่สุด จ้าวเย่นซวนก็บอกสิ่งที่เธออยากได้ออกมา เธออยากจะเก็บเงินซื้อเก้าอี้นวดให้พ่อของเธอ
พ่อของเธอแต่ก่อนเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน สมัยหนุ่มๆเป็นผู้นำกลุ่มออกไปรบจนเป็นโรคปวดหลังเรื้อรัง การมีเก้าอี้นวดที่บ้าน เวลาพ่อรู้สึกไม่สบายตัวก็จะได้ใช้มันได้ จะได้ไม่ต้องทนเจ็บ
ผมพูดเลยว่าพ่อของเธอดูเป็นทหารผ่านศึกที่น่าเคารพยกย่องมาก
แต่พอฟังเธอพูดถึงพ่อของเธอแล้ว ผมก็นึกถึงพ่อของตัวเอง เทียบกับเธอแล้ว ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นพวกลูกอกตัญญูก็ไม่ปาน
ผมเลยให้เธอพาไปเก้าอี้นวด ผมเองก็อยากซื้อให้พ่อผมสักตัวนึง
เธอไม่ยอมไป สุดท้ายผมเลยมองถมึงทึงไปที่บางส่วนของเรือนร่างอ่อนนุ่มของเธอ จนเธอรับรู้ได้ถึงความคุกคามของผม เธอจึงเลือกที่จะยอมแพ้ไป
ผมซื้อเก้าอี้นวดแบบเดียวกัน 2 ตัว ตัวหนึ่งส่งไปที่บ้านของจ้าวเย่นซวน อีกตัวส่งไปที่บ้านของผม
หลังจากออกจากห้าง จ้าวเย่นซวนเอาแต่มองผมตลอดทาง
“ทำไมเหรอ หน้าผมมีดอกไม้ติดอยู่ หรือเพิ่งรู้สึกได้ถึงความหล่อของผมที่คล้ายกับเหลียงเฉาเหว่ยและคิมเฉินหวู่ผสมกัน?”
จ้าวเย่นซวนมองผมด้วยสายตาว่างเปล่า “ฉันก็แค่คิด คุณมีอะไรไปดลใจกันแน่ถึงได้ทำมาเป็นใจกว้างจนวันนี้มาทำดีกับฉัน”
“อย่าบอกนะว่าคุณไม่เคยได้ยินมาก่อน อยากจะฆ่าหมู ก็ต้องเลี้ยงหมูก่อน? ”
“ไสหัวไปเลยนะ แกซิเป็นหมู!!!”
ไม่มีอะไรหรอก ผมตามไปช่วยจ้าวเย่นซวนซื้อขนมในร้าน จากนั้นก็พาเธอไปส่ง
ตอนผ่านร้านดอกไม้ ผมเข้าไปซื้อดอกกุหลาบ 1 ช่อแล้วมอบให้เธอ
เป็นค่าตอบแทน แล้วผมก็พาเธอไปซูเปอร์เลือกซื้อของทานเล่น
ระหว่างทางกลับ จ้าวเย่นซวนที่ท่าทางมีความสุขค่อยๆสูดดมกลิ่นหอมของดอกกุหลาบ มีคนผ่านไปมามองมาที่เธอ เธอดูเหมือนจะดีใจ หน้าเล็กๆดูภาคภูมิใจขึ้นมา
พอมาถึงข้างใต้ตึกที่พัก ผมส่งถุงของทานเล่นให้จ้าวเย่นซวน 2 ถุงโตๆ
เธอรับถุงนั้นไป ผมก็หมุนจะกลับ
แต่เดินไปได้2 ก้าว เธอก็เอ่ยปากออกมา
“ เฉินเฟิง มีคำถามที่ฉันอยากจะถามคุณตรงๆ”
ผมหันหัวกลับมา มองไปที่เธออยากแปลกใจ “มีอะไรเหรอ? ”
จ้าวเย่นซวนก้มหัว มองไม่เห็นใบหน้าของคนอวดดี หลงเหลือแต่เพียงความเขินอายและไม่สบายใจ
หลังจากความเงียบงันอยู่นาน ในที่สุดเธอก็เงยหน้าขึ้นมา “ฉันเป็นอะไรในสายตาคุณ ผู้หญิงหรือของเล่น? ”
ผู้หญิงของผมหรือของเล่น นี่คงจะไม่ใช่แค่มุมมองของผมฝ่ายเดียว น่าจะเป็นความคิดในของเธอด้วย
หมุนตัวเดินตรงไปหน้าเธอ จับพวงแก้มอันงดงามของเธอ ผมจูบอย่างแผ่วเบาไปที่ริมฝีปากอันอ่อนนุ่ม
“ผู้หญิงของผม แต่การเป็นผู้หญิงของผมมีข้อจำกัดมากมาย ผมกลัวว่าคุณจะรับมันไม่ไหว เพระฉะนั้นก่อนที่คุณจะรับเรื่องพวกนั้นได้ ผมก็ไม่สามารถแตะต้องร่างกายของคุณ ”
แล้วก็จูบเธออีกครั้ง จากนั้นผมก็เดินจากไป ไม่แม้แต่จะสนใจการแสดงออกทางสีหน้าเพียงเล็กน้อยของเธอ
หลังจากเรียกรถกลับมาที่พัก ตัวผมก็เตรียมตัวไปหาหลิวทงดูดบุหรี่พูดเล่นกัน ฟังเขาโม้ตอนปีที่ติดตามชายแก่ตาบอดสุดเจ๋ง
แต่พอเข้าไปในห้องนอนของเขาก็พบว่าบนเตียงมีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงา
“หลิวทง นักขุดสุสาน?! ”
ตะโกนออกไปหนึ่งรอบ ไม่มีการตอบโต้ใดๆในห้อง
ดังนั้นผมเลยหยิบมือถือออกมาโทรหาเขา
“วิ่งหนีสะเปะสะปะทำไม แผลยังไม่ทันจะหายดีเลย……”
ผมยังไม่ได้ตอบแทนอะไรเข้าเสร็จเลย หลิวทงที่อยู่ต้นสายก็ตอบกลับมา
“เพื่อนของฉันพวกนั้นจะต้องไม่ตายฟรี ของของฉันพวกมันจะเอาไปฟรีๆไม่ได้ นายไม่ต้องกังวลไป ไม่กี่วันฉันจะกลับไป”
ผมไม่มีคำพูดอยู่นาน
“พวกนายนี่มันกล้าได้กล้าเสียกล้าเอาชีวิตไปเสี่ยงมากจริงๆ เทียบไม่ได้ และก็แนะนำไม่ไหวจริงๆ เอาเป็นว่าระวังตัวให้ดีๆ รอดกลับมาให้ได้นะ ฉันยังมีอะไรบางอย่างต้องการให้นายช่วยตามหาให้ฉันหน่อย”
หลิวทงถามผมว่ามันคืออะไร ถ้าเขารู้จัก สัญญาว่าจะรีบเอามาให้ผม
“รากเทียนหวัน? รู้สึกเหมือนจะเคยได้ยิน นายจะเอาไอ้ของแบบนี้ไปทำอะไร นายใช้การไม่ได้? ”
“ไปหาพ่อแกเหอะ ของนายต่างหากที่ใช้การไม่ได้ ฉันยังใช้การได้อยู่ ไว้นายไปทิเบตอีกรอบ ช่วยมองหาให้ฉันหน่อย พวกคุณเป็นคนในพื้นที่น่าจะมีลู่ทางอะไรบ้าง”
ปฏิกิริยาของหลิวทง ทำเสียงเหมือนมีอะไรอยากจะพูด
“มีอะไรก็รีบๆพูดออกมาเถอะ ทำเสียงอะไร ปล่อยตดแล้วยังท้องผูกอีกน้า? ”
“แกนะซิปล่อยตดถึงท้องผูก ตอนแรกฉันกะจะยืมเงินแกซักแสน แกนี่อยู่ดีๆก็อยากจะให้ฉันหาของให้ ฉันยังไม่ทันได้เอ่ยปาก พอเอ่ยปากก็เหมือนฉันหาผลประโยชน์จากนาย…… ”
หลิวทงพูดแค่เขารีบใช้ แต่รีบใช้ยังไง เขาไม่ได้พูดออกมา
เขาไม่บอกผมก็ขี้เกียจจะถาม เอาเลขบัญชีเขามา แล้วอีกแป๊ปจะติดต่อกลับไป
หลิวทงที่อยู่ต้นสายโทรศัพท์เงียบไปนาน สุดท้ายในสายก็มีเสียงเขาออกมา
“ลูกพี่ ไม่ต้องพูดอะไรมาก รอผมกลับมา”
โอนเงินไปช่วยหลิวทงเรียบร้อย เขาก็โทรกลับมาหาผม แจ้งว่าได้รับเงินเรียบร้อย บอกว่ากลับมาจะคืนให้ผม
“เงินไม่ใช่ปัญหา แต่ว่าตัวนายต้องกลับมา ผมไม่อยากให้หลังจากนี้ต้องมานึกว่ามีเพื่อนอย่างนายในวันเชงเม้ง”
วางสายโทรศัพท์ ผมก็เตรียมตัวออกไปข้างนอกกินอาหารนิดหน่อย จากนั้นก็มีเสียงเคาะมาจากทางประตูห้อง
เปิดประตูห้อง ใบหน้าอันวิจิตรของโจงเฉียวเฉียวก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าผม
ในมือถือของเธอถือถุงยาเอาไว้
“ข้างในนี้มีสั่งยาอยู่ เป็นยาที่อยู่ในความควบคุมของแพทย์ ฉันเอามาจากโรงพยาบาลช่วยเขาเอา……แล้วคนละ? ”
เธอพูดไปพลางเดินเข้าไปในห้องนอนของหลิวทง สุดท้ายก็พบว่าด้านในว่างเปล่าไร้คน
“เขาเดินทางไปเจียงหูแล้ว นั่งก่อนเถอะ! ”
เชิญโจงเฉียวเฉียวนั่งลง ผมก็ถามเธอว่ากินข้าวเที่ยงมาหรือยัง เธอกว่ายังไม่กินอะไร เลิกงานก็มาที่นี่เลย
โชคยังดีที่ในบ้านยังพอมีกับอาหารอยู่บ้าง ดังนั้นผมเลยให้เธอรอ ถกแขนเสื้อขึ้นแล้วตรงไปที่ห้องครัว
“ด้ายลี่ม่าวละ ตอนเที่ยงคุณไม่กลับไป เขาจะไม่ตามหาคุณเหรอ? ”
“วันนี้เขาลาหยุดนะ ไปตกปลากับเพื่อนแล้ว”
โจงเฉียวเฉียวก็พับแขนเสื้อขึ้นเผยให้เห็นแขนคู่สวยดุจหยกคู่นั้น มาช่วยผมทำข้าวเที่ยง
คุยเล่นกันไป ข้าวเที่ยงมื้อนี้ทำเสร็จไวจริงๆ
ตอนกินข้าวเที่ยงด้วยกัน โจงเฉียวเฉียวถามผมว่าหลิวทงตกลงเขาทำอะไรกันแน่ แล้วผมทำอะไรอยู่กันแน่
ไม่ต้องสงสัย เธอยังคิดกังวลอยู่เรื่องผมกับมีดอีโต้ในตอนนั้น อีกทั้งเรื่องบาดแผลจากปืนบนร่างกายของหลิวทง
ผมก็เลยตามเลยไปกับการคาดเดาของเธอ เล่าเหตุการณ์ให้เธอฟัง “พวกเราทั้งหมดเป็นใช้ชีวิตด้วยวิธีเองกันมา”
คาดว่าโจงเฉียวเฉียวคงไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่ายังไง แค่สั่งให้ผมระวังตัว ไม่อยากเจอผมในห้องกู้ภัย
บนโต๊ะอาหารกินไปคุยไป ใต้โต๊ะผมใช้เท้าทั้งสองข้างเชิญชวนเธอที่เท้าน้อยๆของเธอถอดรองเท้าออก กินข้าวไปเล่นไปเบาๆ เท้าน้อยๆที่นุ่มละมุน ไม่มีแม้แต่เนื้อด้านตาย ตรงส่วนที่โดนปกคลุมจากถุงน่องสั้นนั้นมีความเย็นเรียบลื่น ความรู้สึกสุดยอดนี้ มีสิ่งที่ทำให้คนเราปะทุได้
เธอพยายามหลีกหนีหลายรอบ ผมไม่ยอมให้เธอทำสำเร็จ เธอเลยค่อยๆล้มเลิกขยับหนีกินข้าวเที่ยงเรียบร้อยเก็บข้าวของเสร็จ ผมพาเธอมาดื่มน้ำที่โซฟาคุยเรื่องหลังแต่งงาน ไม่มีอะไรใหญ่โต ด้ายลี่ม่าวยังคงดีกับเธอเหมือนเดิม แต่ยังขี้เหนียวเหมือนเดิม
“เขาทางด้านนั้นละเป็นยังไง”
“ด้านไหน?”
โจงเฉียวเฉียวมองมาที่ผมอย่างสงสัย ผมเลยยื่นมือไปสัมผัสระหว่างขาเรียวงามคู่สวยของเธอ
ทันใดนั้นใบหน้าของเธอก็เริ่มแดง โบกมือตรงมาตีที่แขนของผมข้างนึง “ก็ดีอยู่”
ผมเลยกุมมืออันอ่อนนุ่มของเธอ “ยังดีอยู่นี่มันดียังไง สิบนาที สิบห้านาที?”
“ครึ่งชั่วโมง!”
ผมพยักหน้า “งั้นก็ไม่เลว ดูถูกเขาเกินไป ครึ่งชั่วโมงอย่างน้อยก็น่าจะทำให้คุณเสร็จไปรอบหนึ่งได้”
โจงเฉียวเฉียวไม่พูดอะไรต่อ เพียงแต่นั่งจิบน้ำเงียบๆ
แต่มองท่าทางของเธอ ไม่เหมือนท่าทางของการได้รับการเติมเต็มตลอดเวลา ผู้หญิงที่ปกติถูกปรนเปรอใบหน้าจะต้องฉาบไปด้วยสีเลือดฝาด และต้องแสดงออกเหมือนเจอใครก็จะยิ้มออกมาได้เพราะเป็นการแสดงความสุขที่เอ่อล้นออกมา
แต่เห็นได้ชัดว่าไม่มีบนใบหน้าของโจงเฉียวเฉียว
ขณะที่เธอวางแก้วน้ำลงแล้ว ผมก็ถอดรองเท้าของเธออีกครั้ง จับเท้าเล็กๆของเธอไว้ในมือ ค่อยๆนวดคลึงเล่น หยอกล้อ จากนั้นจูบอย่างตามใจปรารถนา
โจงเฉียวเฉียวเหมือนจะรับความรู้สึกแบบนี้ไม่ไหว บนใบหน้าเล็กๆที่งดงามวิจิตรนั้นเต็มไปด้วยความทรมานที่เจ็บปวด
เธอเค้นเสียงห้ามปรามออกมาเบาๆ “เฟิง อย่า มันสกปรก”
ต่อมาก็เท้าเล็กๆอันอ่อนนุ่มคู่นั้น ผมลูบไล้ไปบนน่องอันเรียวยาวของเธอ ต่อด้วยต้นขาที่ยืดหยุ่นเด้งดึ๋งเต็มที่
“ในสายตาของผม คุณโคตรจะสะอาดบริสุทธิ์ ไม่เข้าใกล้คำว่าสกปรกแม้แต่น้อย”
โจงเฉียวเฉียวไม่พูดอะไร ฟันกัดริมฝีปากล่าง สายตามีความพร่ามัวของคนเมา
ค่อยๆปลดเปลื้องเสื้อคลุมตรงหน้าอกของเธอ เธอส่ายหน้า มือที่ไร้ที่ติคู่นั้นกำมือของผมไว้แน่น
“เฟิง อย่าทำแบบนี้ ฉันทำแบบนี้อีกไม่ได้……”
พอแขนทั้งสองของเธอถูกผมยึดเอาไว้ พอถึงเวลาที่หัวของผมปีนไปถึงเขตแดนของภูเขาหิมะลูกนั้น เธอก็ไร้เรี่ยวแรงที่จะขัดขืน มีเพียงเสียงร้องเหมือนกับคนเมา เป็นเพียงการเติมเต็มที่อัดแน่นด้วยความเรียบลื่นและนุ่มนวล
จากนั้นไม่กี่นาที ผมเงยหน้าขึ้น มือทั้งสองลูบไล้ตรงนั้นจนชูชันขึ้นมา ถามด้วยเสียงอ่อนโยน “เฉียวเฉียว บอกผมมาตามตรง เขาจริงๆแล้วไม่ทำให้คุณพอใจ”
โจงเฉียวเฉียวไม่ได้เอ่ยปากออกมา สีหน้าแต่งแต้มไปด้วยสีแดงของความเขินอายที่แสนมีเสน่ห์ ทำให้เธอยิ่งสวยขึ้น
จากนั้นค่อยๆลงมือ ไปหนีบที่ยอดเนินนั้น ทุกครั้งที่ที่หนีบเบาๆยิ่งทำให้เสียงครางของเธอชัดเจนขึ้น นำเธอให้เคลิบเคลิ้มมากขึ้น ไฟแห่งแรงปรารถนาก่อตัวมากขึ้น
เธอก็ยังไม่พูดอะไร ผมปลดโซ่กางเกงของเธอ การดิ้นรนของเธอทำให้กางเกงหลุดออกมา เผยให้เห็นชั้นในผ้าแพรตัวจิ๋วสีดำ ท่ามกลางความดำที่เลือนราง ทำให้คนที่งงงวยยากที่จะเป็นอิสระได้
ถอดเสื้อผ้าด้านบนออก ดึงออกจากศีรษะผม ปีนไปบนร่างของเธอ มือของผมหยอกล้อไปที่ขาสวยทั้งคู่ ความหลงใหลนั้นยิ่งทำให้ผมอยากจะทั้งจูบทั้งแหย่
โจงเฉียวเฉียวเริ่มยากที่จะทนไหว ชั่วพริบตาผมก็รู้สึกถึงปากเล็กๆที่ชุ่มชื้นมาช่วยครอบครองผม
ลิ้นอันหอมหวานของเธอยังคงตวัดไปมา แต่ความอ่อนโยนนี้ไม่สามารถยับยั้งการกระตุ้นอันรวดเร็วได้เลย
เป็นเวลายาวนาน การหยอกล้อจากลิ้นของผม การหนีบจูบโดยใช้ริมฝีปากของผม ร่างด้านล่างที่มีเสน่ห์ก็เริ่มทนไม่ไหวแล้ว
“เฟิง เฟิง……”
โจงเฉียวเฉียวเรียกร้องหาแต่ผม ภายในการเรียกหานั้นเต็มไปด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า
แม้ว่าเธอจะไม่พูดอะไร แต่ผมก็เข้าใจว่าเธอต้องการอะไร ผมจึงยันกายขึ้นมา ถอดสิ่งที่ปิดส่วนล่างชิ้นสุดท้ายบนร่างกายของเธอออก จากนั้นขณะที่กำลังจูบเธออย่างเร่าร้อน ก็สอดเข้าไปอย่างไม่เบามือ
ในขณะที่มีเสียงเร่าร้อนอันมีเสน่ห์นั้น เติมเต็มอย่างเหลือล้น เติมเต็มความสุขสมให้กับคนที่ลุ่มหลง……
จากนั้นกว่าหนึ่งชั่วโมง จากความมานะของผม จากความร่วมมือของโจงเฉียวเฉียว พวกเราทั้งสองก็ได้ขึ้นไปถึงสวรรค์แห่งรักร่วมกัน อารมณ์คล้ายกับโบยบินเคียงกันขึ้นไป ถ้าร่างกายไม่ส่งเสริมเข้ากันจะไม่สามารถหาคำมาบรรยายความยอดเยี่ยมนี้ได้ การพรรณนาความงามที่มีอยู่บนโลกใบนี้ยังหาคำมาบรรยายได้ยากยิ่ง
ได้อยู่ในอ้อมอกของโจงเฉียวเฉียวที่ทั้งอ่อนนุ่ม เธอหนุนมาที่บนหน้าอกของผมอย่างสบายใจ ความร้อนบนใบหน้าเล็กๆที่เกิดหลังจากความสุขที่แสนหอมหวาน
“เฉียวเฉียว รู้สึกผ่อนคลายมั้ย?”
เธอที่อยู่บนหน้าอกผมจูบมาอย่างรุนแรง “ผ่อนคลายมาก มีแต่ตอนที่อยู่กับคุณในนี้ ฉันถึงสามารถเรียกว่าความสุขได้”
พูดจบ เธอก็ยกหัวขึ้นมา นัยน์ตาของเธอเขียนคำว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม “ทุกครั้งใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที ฉันไม่รู้สึกอะไรเลย จากนั้นก็ ก็ เสร็จภารกิจแล้ว ดังนั้นตั้งแต่ฉันแต่งงานมา ฉันไม่เคยสุขสมเหมือนตอนที่อยู่ด้วยกันกับคุณเลย ฉันเลยเอาแต่คิดถึงคุณ”
“แต่ว่าฉันแต่งงานแล้ว ฉันไม่สามารถทำผิดต่อเขาได้ แต่ทุกครั้งที่เมคเลิฟฉันก็เลิกคิดถึงคุณไม่ได้ ยิ่งทำให้ฉันคิดถึงคุณมากขึ้น เฟิง ทำยังไงดี หรือฉันเป็นผู้หญิงสารเลว”
“ถ้าความอยากเรียกว่าสารเลวละก็ บนโลกใบนี้คงไม่มีคนไหนไม่เรียกตัวเองว่าสารเลวแล้วละ ส่วนจะทำยังไงดีนั้น ผมคิดว่าคุณไม่จำเป็นต้องกังวลมากไป เซ็ก ชีวิตคู่ครองที่ไม่สอดคล้องกัน พวกคุณต้องทะเลาะกันแน่นอน เพื่อให้ชีวิตครอบครัวราบรื่น เอาเป็นว่าคุณอยากเมื่อไหร่เรียกผมได้ทุกเมื่อ ผมจะช่วยคุณเอง แบบนี้คุณก็จะได้ขึ้นสวรรค์สมใจ แถมยังปรองดองในครอบครัว ยิงปืนนัดเดียวได้นอกสองตัว”
โจงเฉียวเฉียวปีนกลับมาที่หน้าอกผมอีกครั้ง “ยังไงก็ไม่ฟังคุณหรอก มันเป็นเหตุผลข้างๆคูๆ อย่ามาหลอกฉันให้ยาก! ”
ตอนที่ผมกำลังจะพูดอะไรต่อ มือถือของโจงเฉียวเฉียวก็ดังขึ้น
เธอจับโทรศัพท์ขึ้นมา จากนั้นผมมองหน้าจอมือถือของเธอปรากฏชื่อของด้ายลี่ม่าว
บทสนทนาของทั้งสองคนไม่ได้มีอะไรพิเศษ ถามเรื่องทั่วไปพวกกินข้าวแล้วหรือยังอะไรทำนองนั้น
บทสนทนาของพวกเขาไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ผมจึงวางโจงเฉียวเฉียวไว้บนโซฟา ไม่สนใจสายตาห้ามปรามของเธอ ทำการแยกขาสวยน่าหลงใหลคู่นั้นออกจากกัน
หลังจากหยอกล้ออย่างแน่วแน่ครั้งหนึ่ง ด้ายลี่ม่าวยังคงคุยโทรศัพท์ในสายกับภรรยา ผมก็เลยสอดใส่เข้าไปอีกครั้งในร่างอันนุ่มนวลของภรรยาของเขา เข้าออกตามอำเภอใจ วิ่งแล่นเข้าออกบรรจบกัน….