ชีวิตที่อยู่ร่วมห้องกับสาวๆ 18+ - บทที่ 122 ถึงตายก็ไม่ไปโรงพยาบาล
บทที่ 122 ถึงตายก็ไม่ไปโรงพยาบาล
ผมโทรหาเสี่ยวฉิง และยังโทรหาจ้าวเย่นซวน ผมไปกระทั่งสถานีเพื่อหาคน แต่ผมตามหาทุกทางที่พอจะนึกออก ผมก็ยังติดต่อหาเธอไม่ได้
เธอจากไปแล้วจริงๆ
นั่งในรถ มองไปที่การจราจรบนถนนด้านข้างอันแสนคึกคัก ผมก็จุดบุหรี่ขึ้นมาหนึ่งมวน
ผมถามตัวเอง “แม้จะตามตัวเสี่ยวถิงมาได้ ผมจะทำอะไรให้เธอได้ แต่งงาน? หรือว่าเงินทอง? เธอต้องการจริงๆคือผู้ชายที่สามารถมอบบ้านที่ฮ่องกงให้กับเธอได้ ไม่ใช่พวกเอาเรือมาเทียบท่าเฉยๆ”
ผมให้คำตอบกับตัวเอง “นายไม่สามารถให้อะไรเธอได้เลย งั้นก็ปล่อยเธอไปและอวยพรให้เธอมีความสุขเถอะ!”
สูบบุหรี่เสร็จ ผมก็ขับรถตรงไปที่ดี้เล่สิงซิง เข้าไปที่ห้องทำงานของจางหงหวู่
จางหงหวู่กำลังเอนกายบนโซฟาพักผ่อน “เป็นไง มีธุระอะไรเหรอ?”
ผมนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานของเธอ ถอดรองเท้า พาดขาทั้งสองข้างบนโต๊ะทำงาน แกว่งไปมา สบายอารมณ์
“ไม่มีอะไร แค่มาพักสายตาชื่นชมภรรยา”
มุมปากของเธอกฎรอยยิ้มออกมา ดีกรีความเซ็กซี่ขนาดนี้ ไม่มากไม่น้อยเกินไป ทำให้ใจคนเต้นรัวได้ไม่ยาก
“ถ้าจะพักสายตาละก็น่าจะไปมองสาวๆในเมืองมากกว่า ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีคนมาพักสายตาด้วยการมองภรรยา”
“นั่นเป็นเพราะคนอื่นไม่มีภรรยาที่สมบูรณ์แบบนี้”
ผมแหงนมองขึ้นบนหลังคา มองไปที่โคมไฟที่ติดไว้อย่างสวยงาม
เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ จากนั้นได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบ ‘ต็อกต็อก’ หลังจากที่เธอเดินมาถึงด้านหลังของผม จากนั้นก็รับรู้ถึงมือทั้งสองข้างอันอ่อนโยนกดมาที่ไหล่ของผม
“มีอะไรในใจอย่างงั้นเหรอ?”
“ไม่นี่”
มีเสียง‘โอ้’ ออกมาจากด้านหลัง แล้วก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆอีก เธอเพียงแค่ช่วยนวดให้ผมอย่างเงียบๆ
ผมรู้ว่าเธอดูออกว่าผมมีอะไรในใจ ด้วยความฉลาดของเธอ ดูไม่ออกซิแปลก
แต่การที่เธอเลือกที่ไม่ถาม และผมก็เลือกที่จะไม่พูด ทำเช่นนี้เป็นความรักอีกรูปแบบหนึ่ง
จากนั้นผมก็จับมืองดงามคู่นั้นที่บอบบางเหมือนไม่มีกระดูก
“ภรรยาของผม ผมอยากเปิดบริษัทกระเป๋าหนัง เหตุการณ์ในบ้านคุณก็คงเห็นแล้ว ช่างขื่นขม วันที่กลับไปตอนเทศกาลไหว้พระจันทร์ พ่อของคุณให้ผมมาสามพัน ผมเอามาใช้เป็นค่าใช้จ่ายที่เข้าโรงพยาบาลคราวก่อน ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง และไม่มีวิธีจะส่งเงินไปที่บ้าน……”
เธอเป็นผู้หญิงที่ฉลาด ไม่ต้องรอให้ผมพูดจบ เธอก็เข้าใจความหมายของผมและเสนอไอเดียของเธอ
“ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทกระเป๋าหนังหรอก ฉันจะหาร้านคาราโอเกะสีขาวที่ไม่มีหนุ่มสาวขายตัวให้ใช้ชื่อคุณเป็นเจ้าของ อันที่จริงฉันสามารถช่วยคุณหาคนมาดูแลกิจการได้ ไม่กระทบกับงานอื่นๆของคุณ คุณไม่จำเป็นต้องเข้าไปก็ได้”
ดึงมือเธอให้มาอยู่เบื้องหน้า จากนั้นโอบกอดร่างอันแสนงดงามของเธอให้นั่งที่ตักของผม
จูบเบาๆที่ริมฝีปากสีแดงอันเซ็กซี่ของเธอ ความอบอุ่นนี้ไม่ได้เติมเต็มความกระหายของผม แต่ทำให้ผมรับรู้ถึงความอบอุ่นนั้น
“ขอบคุณมากนะที่รัก คุณนี่ช่างดีเหลือเกิน”
“คุณไม่คิดว่ามันไม่จำเป็นเหรอ?”
คำว่าไม่จำเป็นของจางหงหวู่นั้น แน่นอนแสดงถึงคำขอบคุณของผม
ผมกอดเธอไว้ในอ้อมแขน “ไม่จำเป็นจริงๆ”
ขณะนั้นเอง มีคนเคาะประตู ผมปล่อยจางหงหวู่ ลุกไปที่โซฟา เธอกลับไปนั่งที่เก้าอี้ทำงานและกลับมาแสดงบทบาทฮ่องเต้ในละครช่วงเย็น
คนที่เข้ามาก็คือคนที่รับหน้าที่เป็นผู้จัดการดี้เล่สิงซิง เข้ามาคุยเรื่องงานที่มีปัญหา ผมไม่ค่อยได้ใส่ใจฟังเท่าไหร่ แค่จดจ่อกับการเล่นไฟแช็กในมือ
เนื่องจากการออกกำลังกายช่วงหลายวันนี้ ไฟแช็กถูกผมเอามาเล่นอยู่หลายครั้ง จนผู้จัดการที่เข้ามามองตรงมาที่ผม
พอเธอออกไป จางหงหวู่เดินตรงมาตรงหน้าผม ยื่นมือมาทางผม
ผมยื่นไฟแช็กให้เธอ เธอส่ายหัว หลังจากครุ่นคิดสักพัก ก็หยิบเหรียญออกมาจากกระเป๋า
จางหงหวู่รับเหรียญ โยนขึ้นไปในอากาศ จากนั้นใช้หลังมือรับ นิ้วทั้งห้าขยับขึ้นลง หมุนเหมือนภาพลวงตา มองไม่ชัดเจนแล้วว่าจริงๆแล้วใช้ทั้งหมดกี่นิ้ว
และเหรียญก็จะตกไปที่นิ้วของเธอ ตั้งแต่เริ่มจนจบก็ยังอยู่บนนิ้วของเธอ เห็นได้ชัดว่านิ้วของเธอเคลื่อนไหว แต่เหรียญนั้นไม่ได้ห่างจากเธอเกินครึ่งนาที และยังตีกลับอย่างรวดเร็ว เหมือนกับแสงสีเงินที่เคลื่อนที่ได้อย่างสมบูรณ์ สวยงามเป็นประกายแต่ก็น่าเกรงขามมาก ความไวของนิ้วนั้นดึงดูดให้คนต้องจ้องมอง
เธอเอาเหรียญมาคืนผม จางหงหวู่ก็กลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน
“เล่นไฟแช็กไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากทำให้ดูหล่อเอาไว้หลอกสาวๆ ตอนแรกฉันคิดว่าจะฝึกการใช้ลิ้นก่อนแล้วตามด้วยนิ้ว ตอนนี้คุณเข้าใจความสำคัญของนิ้วมือแล้ว งั้นก็ตามนี้ละกัน อย่างน้อยคุณก็ต้องเก่งกว่าฉันเพราะว่านิ้วไม่ใช่จุดแข็งของฉัน การเล่นกับเหรียญมีหลายวิธี คุณลองค่อยๆคิดดูละกัน”
จางหงหวู่ยังให้การบ้านผมมาอีกหนึ่งอย่าง เพื่อให้ผมเปิดมุมมองใหม่ ในเวลาเดียวกันก็มีเป้าหมายใหม่ด้วย
อยู่กับเธอตลอดช่วงบ่าย จนกินข้าวเย็นเสร็จ ฉันจึงขับsantanaใกล้พังของหลิวทงกลับไปตี้หวัง
พักในห้องพักที่ตี้หวังหนึ่งคืน ช่วยดูแลแขกที่ยากจะรับมือบางคนเรียบร้อย คืนที่วุ่นวายก็ผ่านพ้นไป
ตอนเลิกงานหวงหรุงมาถามผมว่าสนใจกินของว่างยามดึกด้วยกันมั้ย ไม่ต้องมองถุงน่องสีดำยั่วสวาทนั่น ผมก็รู้ว่าเธออยากทำอะไร
แต่ผมปฏิเสธ บอกตรงๆตอนนี้ไม่มีอารมณ์
“ลุงของผมมานะ ขอผ่านละกัน!”
ไม่สนใจท่าทีของหวงหรุง ผมขับรถตรงกลับบ้านทันที
วันที่ลมพัดผ่าน ภายในห้องนอนยังอบอวลไปด้วยกลิ่นของเสี่ยวฉิง ทำให้ผมยากที่นอนหลับ ไม่ใช่ความรู้สึกเสน่หา แต่เป็นความห่วงใย ความห่วงใยนี้ไม่ใช่การที่อยากอยู่ด้วยกันนานๆ แต่เป็นเพียงหวังว่าเธอจะมีความสุข
วันที่สองขณะกำลังหลับ มีเสียงเคาะประตูอย่างรวดเร็วและไม่มีแรง
ผมลงจากเตียง รีบไปเปิดประตู จากนั้นผมพบหลิวทงที่ใบหน้าขาวซีดเผือดราวกับคนตาย
เรื่องที่น่าแปลกก็คือ วันฟ้าใสขนาดนี้เขากลับสวมเสื้อกันฝนมา
ยังไม่ทันจะเอ่ยถาม เขาก็ล้มมาบนตัวผม ผมเลยรีบพาเขาเข้ามาที่ห้องนอนของเขา
ขณะที่กำลังถอดเสื้อกันฝนให้เขา ผมก็ได้เห็นหน้าอกที่เหมือนรังแตนของเขา
เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง บนท้องอกเต็มไปด้วยคราบจุดหนาๆของเศษเหล็กสีดำ คราบเลือดเต็มไปหมด
บนร่างกายที่บาดเจ็บของเขา ทำให้ผมนึกถึงพ่อตอนสมัยเด็กๆที่พกปืนยาวพาผมไปที่เนินเขาล่ากระต่ายป่า หลังจากยิงไปหนึ่งนัด บนตัวกระต่ายป่าตอนนั้นเหมือนหน้าอกของหลิวทงในตอนนี้เลย
“คุณให้คนไปรับลูกสะใภ้ที่ทิเบต แล้วถูกคนยิงปืนถล่มมาเหรอ?”
หลิวทงฝืนยิ้มแบบขมขื่น ไม่ได้โต้กลับอะไร
ผมต้องพาเขาไปโรงพยาบาล เขาปฏิเสธ “ไปโรงพยาบาลไม่ได้ ไปโรงพยาบาลบาดแผลจากกระสุนปืนยังไงก็ต้องแจ้งตำรวจ ฉันจะถูกจับ”
ผมได้แต่คิด หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา โทรหาโจงเฉียวเฉียว
โชคดีที่เธอไม่ปฏิเสธที่จะรับสาย ยิ่งโชคดีไปกว่านั้นคือวันนี้เธอลาพัก
ดังนั้นผมจึงเล่าสถานการณ์ให้เธอฟัง และหวังว่าเธอจะสามารถช่วยผมได้
ต้องบอกเลยว่าผมขอบคุณโจงเฉียวเฉียวมากๆ เพราะว่าไม่มีทีท่าจะปฏิเสธเลย ในทางกลับกันหลังจากที่ผมขอความช่วยเหลือไป เธอซึ่งเป็นศัลยแพทย์ก็ตอบรับทันทีโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
หลังจากเล่าอาการให้เธอฟัง เธอบอกผมในสิ่งที่จำเป็นต้องเตรียม จากนั้นเธอบอกว่าจะรีบมาทันที
เมื่อผมกลับมาจากซื้อของที่จำเป็น เธอก็นั่งรถแท็กซี่มาถึงแล้ว
ไม่มีเวลาจะพูดเรื่องไร้สาระ ผมรีบพาเธอขึ้นไป
หลังจากเห็นบาดแผลของหลิวทง โจงเฉียวเฉียวไม่สามารถหยุดถอนหายใจได้
“ฉันแนะนำให้เขาไปโรงพยาบาล ไม่มีอุปกรณ์เฉพาะทาง ฉันไม่กล้ารับรองว่าจะไม่ไปกระทบกับเส้นเลือดของเขา ในขณะที่เอาเศษเหล็กออก หรือในกรณีมีเหตุผิดพลาด ที่นี่ไม่มีเลือด ไม่มีอุปกรณ์ห้ามเลือด……หรือจะให้พูดก็คือ เขามีโอกาสตายสูง”
สถานการณ์แบบนี้ไม่สามารถตัดสินใจแทนหลิวทงได้ เพราะเมื่อส่งไปโรงพยาบาล ตอนนั้นเขาก็จะถูกจับ อันนี้ผมอยากจะรับแทนเขา ถึงอยากจะรับตำรวจก็คงไม่ยอม
ดังนั้น ผมมองไปที่หลิวทง
“ถึงตายก็ไม่ไปโรงพยาบาล”