ชีวิตที่อยู่ร่วมห้องกับสาวๆ 18+ - บทที่ 113 พูดไปเรื่อย
บทที่ 113 พูดไปเรื่อย
หนังจบไปภายในเวลาสองชั่วโมงกว่า ลู่หย่าฉีก็จบเช่นกัน
ตอนนี้ตัวของเธอแดงไปทั้งตัว ทุกตารางนิ้วบนร่างกายเธอเป็นไปด้วยร่องรอยแห่งความรัก ผิวสีแดงนั่นดูมีเสน่ห์จนทำให้คนอยากสัมผัสเป็นพิเศษ
จะไม่พูดก็ไม่ได้ว่าเมื่อผู้หญิงถึงจุดสุดยอด มันช่างน่าเอ็นดูจนไร้ที่ติ ทำให้คนหลงจนหัวปักหัวปำ บอกได้เลยว่าจะต้องการอีกสักกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ
แน่นอนว่าผมไม่ได้ร้องขอเพียงครั้งเดียว
แต่ผมไม่รีบหรอก ต้องมีสักวันที่เธอเป็นฝ่ายขอร้องให้ผมบุกเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของเธอ
ผมค่อยๆ ลูบไล้ร่างบางที่มีเสน่ห์ ผมกอดเธอด้วยความรักเพื่อทำให้เธอผ่อนคลายจากอาการตื่นเต้น
“หย่าฉี ผมไม่เคยลองวิธีสวนทวารมาก่อน คุณเคยหรือยัง วิธีนี้คุณจะไม่ท้องแน่นอน”
คนที่เพิ่งจะเลิกเคอะเขิน ตอนนี้หน้าของเธอกลับมาแดงอีกครั้ง
ลู่หย่าฉีพูดอย่างเขินอายว่า “ไม่เคย คิดดูแล้วคงจะน่ากลัว”
“แต่ว่าบางทีมันอาจจะสบายก็ได้นะ ครั้งหน้าถ้าเราได้เจอกัน คุณทำความสะอาดชุดอุปกรณ์มาให้ดี เตรียมเจลหล่อลื่นมาด้วย แล้วเรามาลองกัน”
ลู่หย่าฉีนิ่งไปครู่หนึ่ง เหมือนว่ากำลังคิดอะไรอยู่ จากนั้นเธอก็ส่ายหน้าอย่างแรง “ไม่ ไม่เด็ดขาด”
เธอลุกขึ้นมาสวมเสื้อผ้า
“นี่เป็นครั้งสุดท้าย และฉันจะไม่ให้เงินนายสักบาท เราสองคนไม่สามารถไปต่อได้อีก ฉันรับคนที่มีอารมณ์รุนแรงแบบนายไม่ได้ ฉันกลัวว่าตอนที่นอนกับอยู่เสี้ยงเฉียนแล้วจะฝันถึงนาย แล้วจะเผลอเรียกชื่อนายออกมา ฉันไม่กลัวว่านายจะตาย แต่ฉันกลัวว่าฉันจะตายเพราะนาย เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถไปกันได้อีก!”
ผมไม่ได้บังคับลู่หย่าฉี ผมจะปลูกต้นรักไว้ในใจของเธอ เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ต้นไม้ต้นนี้ก็จะหยั่งรากฝังลึกลงไปในใจของเธอ และต้องรดน้ำมันด้วยความรักเท่านั้น
ดังนั้นตอนที่เธอจะออกจากที่นี่ ผมจึงรั้งเธอและกุมมือเธอมาวางบนส่วนที่มันกำลังจะระเบิดออกมาบนร่างกายของผม
“ช่วยผมด้วยเถอะ ผมจะขาดใจตายแล้ว”
ภายใต้การชักนำของผม ลู่หย่าฉีลูบเบาๆ สองสามครั้ง ลมหายใจของเธอเร็วขึ้น
เธอรีบยืนขึ้นอย่างร้อนรน จากนั้นก็รีบก้าวออกไปหน้าประตู
แต่ทว่าเมื่อเธอใกล้จะเดินถึงประตู เธอก็สับสนขึ้นมา สุดท้ายเธอเดินกลับมา
เธอก้มตัวลงแล้วใช้ริมฝีปากอันเย้ายวนจูบผม และใช้ลิ้นสีชมพูระเรื่อเลียผม
มันน่าตื่นเต้นดี ถึงแม้จะเก้ๆ กังๆ แต่มันสุดยอดมากเลยล่ะ
ผ่านไปไม่นาน เธอลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “ไปให้ผู้หญิงคนอื่นช่วยนายเถอะ ฉันรับความเย้ายวนของมันไม่ไหวจริงๆ”
เธอพูดตรงมาก แต่เพราะความตรงของเธอ ทำให้ผมรับรู้ถึงความเด็ดเดี่ยวในใจของเธอ
ตอนนี้เธออยากได้ หรือไม่อยากได้ หรือว่าเธอไม่กล้าทำ
ใกล้จะถึงเวลาทานข้าวอีกแล้ว ระหว่างทางกลับบ้านผมจึงแวะที่ฟิตเนส ผมหยุดลงอีกครั้ง
เมื่อผ่านความเย้ายวนของสองสามงาม เมื่อเช้ากับจางหงหวู่ ตกบ่ายกับลู่หย่าฉี ตอนนี้ผมกระปรี้กระเปร่า
หลังจากที่จ้าวเย่นซวนเห็นรถของผม เธอก็ขึ้นมาทันที
เธอไม่มีความเกรงใจและกล้าหาญมาก
“นายจะเอาแต่กินเลือดกินเนื้อไปถึงเมื่อไร”
เธอพูดเหมือนผมเคยดื่มเลือดมาก่อน
ผมไม่ได้สนใจเธอ และมองไปยังนอกหน้าต่างรถ แต่ทว่ากลับไม่เห็นคนที่ผมอยากเจอ
“เสี่ยวฉิงล่ะ”
ตอนแรกน้ำเสียงของจ้าวเย่นซวนยังปกติ แต่หลังจากที่เธอได้ยินคำพูดของผม จู่ๆ ท่าทีของเธอก็เปลี่ยนไป
“ไม่รู้ ลาไปสองวันแล้ว ขนาดโทรศัพท์ของลูกค้าเธอยังไม่รับสายเลย เจ้านายโกรธมาก”
“เธอสองคนเป็นพี่น้องที่รักกันไม่ใช่เหรอ”
จ้าวเย่นซวนหงุดหงิดเล็กน้อย “เป็นพี่น้องที่รักกันแล้วฉันต้องรู้เหรอว่าเธอไปไหน”
ผมหันไปมองจ้าวเย่นซวน สีหน้าของเธอดูไม่ค่อยไม่พอใจเท่าไรนัก
“ฟังดูเหมือนว่าเธอกำลังหึงนะ”
“เหอะ!”
จ้าวเย่นซวนแสยะยิ้ม แล้วหันหน้าไปทางอื่น
ผมไม่ได้สนใจอารมณ์ขี้น้อยใจของเธอ และถามว่าเธออยากกินอะไร
เธอเอานิ้วขึ้นมารับสิ่งที่อยากกิน “ปลิงทะเล หอยเป๋าฮื้อ กุ้งล็อบสเตอร์……”
ต่อจากนั้นผมจึงลากเธอมายังร้านราเมน สั่งราเมนกันคนละชาม จากนั้นก็สั่งผัดฟองเต้าหู้และยำถั่วลิสง
“แล้วนายจะถามฉันทำไมว่าอยากกินอะไร”
“ถามไม่ได้เหรอ ตอนไปห้างเวลาที่เธอถามราคาเสื้อผ้า เธอซื้อมันไหมล่ะ”
จ้าวเย่นซวนถึงกับพูดไม่ออก หลังจากที่ราเมนมาเสิร์ฟ เธอก็สูดเส้นคำแล้วคำเล่าจนหมดชาม
สุดท้ายเธอซดน้ำซุปจนถ้วยเงาวับ จากนั้นเธอก็เรอออกมาอย่างไม่รักษาความเป็นผู้หญิงเอาไว้
แถมยังทำท่าภาคภูมิใจอีกต่างหาก
“ผมนึกว่าคุณชอบกินอาหารหรูๆ ซะอีก”
“คิดผิดแล้ว ฉันแค่ชอบท่าทางทุกข์ทรมานตอนที่นายควักเงินออกมาจ่ายต่างหาก ใครจะไปคิดว่านายเป็นคนขี้งก”
ผมไม่ได้สนใจเธอ และค่อยๆ กินราเมนเพื่อลิ้มรสความเข้มข้นและความอร่อย
แต่จ้าวเย่นซวนยังไม่หยุดต่อปากต่อคำ “เป็นใบ้เลยหรือไง นายพูดเก่งไม่ใช่เหรอ ทำไม พูดไม่ออกแล้วเหรอ เก่งได้แค่นี้หรือไง คุณภูมิใจในทักษะการพูดของตัวเองไม่ใช่เหรอ”
เธอพูดเหมือนกับคนที่กำลังตะโกนสั่งอาหาร ปากเล็กๆ ขยับไม่หยุด
เมื่อผมทานเสร็จและหยิบทิชชูขึ้นมาเช็ดปาก และพูดออกไปประโยคเดียวจนทำให้จ้าวเย่นซวนหุบปากลง
“คุณพูดเก่งขนาดนั้น ผมไม่ได้เก่งขนาดนั้นนิ สกิลปากนับวันจะยิ่งคล่องมากขึ้นนะ”
เธอเงียบแทนคำตอบ เธอต่อต้านผม แต่ผมไม่ได้สนใจการต่อต้านของเธอ
ดังนั้นผมจึงขับรถพาเธอมาที่โกงดังของโรงงานร้างแห่งหนึ่ง
ผมล็อกประตูรถแล้วมองไปยังจ้าวเย่นซวน
เธอดูกล้าหาญและบ้าบิ่นมาก เธอปลดกระดุมกางเกงยีนและรูดซิปกางเกงลง
ผมยิ้มหึหึแล้วมองสิ่งที่เธอทำ “ทำต่อไปสิ”
หลังจากที่ซิปถูกรูดลง จ้าวเย่นซวนเริ่มทำตัวไม่ถูก เธอไม่กล้าทำสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ แต่ผมกล้า
ผมไม่รอให้เธอขัดขืน ผมดึงกางเกงของเธอออก จากนั้นก็ถอดเสื้อตัวนอกและเสื้อตัวในของเธอออก จนบนตัวของเธอเหลือแค่ชุดชั้นในกับกางเกงในสีชมพู
วินาทีต่อจากนั้น ระหว่างเสียงขัดขืนของเธอ ผมถอดเสื้อชั้นในของเธอออกจนเผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่ม มันกระเพื่อมเหมือนอารมณ์ของเจ้าของมัน
จ้าวเย่นซวนรีบยกมือปิดหน้าอกของตัวเอง เธอโกรธจนน้ำตาไหลพราก “เฉินเฟิงนายนี่มันสัตว์นรกจริงๆ ฉันมีประจำเดือนนายยังจะมาข่มเหงฉันอีก!!!”
“ดีใจด้วยที่คุณได้เห็นด้านที่ไม่ใช่มนุษย์ของผม”
ผมพอใจที่ได้ข่มเหงจ้าวเย่นซวน พอใจมาก
ผมปรับที่นั่งของเธอให้เอนลง ร่างบางของเธอถูกผมคร่อมเอาไว้
จ้าวเย่นซวนขัดขืนสุดชีวิต แต่การที่ถูกผมคร่อมเอาไว้ทำให้เธอไม่สามารถทำอะไรได้ สิ่งที่เธอทำได้เพียงอย่างเดียวคือร้องขอความเมตตาจากผม