จอมเวทอหังการ - ตอนที่ 170
บทที่ 170: กลยุทธ์
หกคนที่อยู่ร่วมสาขาอัญเชิญเช่นเดียวกับโม่ฝาน ได้มองชายหนุ่มคนนี้ผิดไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง สายตาของพวกเขาราวกับว่ากำลังจับจ้องเทพเจ้าอยู่! พวกเขาทั้งหมดเต็มใจที่จะยอมรับว่าทรัพยากรมากมายเหล่านั้นควรจะเป็นของโม่ฝานแต่เพียงผู้เดียว ทั้งหกคนที่เหลือทำได้เพียงรอรับทรัพยากรของตนในร้อยคนแรกเท่านั้น
สิ่งที่เจียงหยุนหมิงกล่าวออกมานั้นไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาคัดค้านได้เลย ทรัพยากรของคนทั้งโรงเรียนจะต้องเป็นของโม่ฝาน เขามีสิทธิ์ที่จะแบ่งปันหรือไม่ก็ย่อมได้! หยาดเหงื่อแรงกายทั้งหมดเขานั้นทุ่มเทให้กับการประลองในครั้งนี้ ทรัพยากรมากมายเหล่านั้นแลกมาด้วยความเกลียดชังของคนทั้งโรงเรียนซึ่งโม่ฝานจะต้องแบกรับมันเอาไว้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
“อธิการบดีเซียวนั้นกล่าวไว้ว่าทรัพยากรทั้งหมดของนักเรียนใหม่จะตกเป็นของเรา… ฉันอยากจะรู้จริงๆว่ามันจะมากมายสักเท่าไหร่กันนะ? มันจะมากพอที่จะพัฒนาหมาป่าเวทของฉันได้บ้างไหม?” โม่ฝานกล่าวเบาๆกับตนเองอย่างครุ่นคิด
ถ้าหากว่าทำเช่นนั้นได้ โม่ฝานจะแข็งแกร่งมากขึ้นด้วยถ้าหากว่าอสูรข้างกายของเขาแข็งแกร่งเข้าสู่ระดับนักรบได้ เช่นนี้เขาไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวผู้ใดในระดับเดียวกันและสามารถท้าทายผู้ที่อยู่ในระดับสูงกว่าได้อย่างไม่ยากเย็นด้วย!
โม่ฝานยังคงจดจำทุกสิ่งได้อย่างแม่นยำในวันที่เขาได้พบกับอสูรเวทระดับนักรบ เขาจำความน่าหวาดกลัวและความแข็งแกร่งของมันได้อย่างชัดเจนในวันที่มันโผล่ออกมาจากมุมตึกอย่างน่าเกรงขาม! ความน่ากลัวของหมาป่าสามตาระดับนักรบยังติดตรึงตราในสมองของเขาอย่างชัดเจน!!!
——
หลังจากที่การประลองครั้งใหญ่ผ่านพ้นไป การเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเขาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ภายในพริบตาทุกสิ่งเปลี่ยนไปโดยสมบูรณ์จากเหวลึกพุ่งทะยานสู่ฟากฟ้าอย่างรวดเร็ว
ประการแรกที่เห็นได้ชัดเจน ภายในห้องพักของเขาเหลือเพื่อนร่วมห้องเพียงแค่สามคนเท่านั้น
เพื่อนร่วมห้องของเขาย้ายออกไปสองคนเพราะเกรงว่าจะถูกลากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความโกลาหลที่โม่ฝานได้ก่อขึ้นในสงครามครั้งนี้ ทั้งสองได้ส่งใบคำร้องขอย้ายห้องพักโดยด่วนที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่กำลังจะตามมา
ดังนั้นตอนนี้มีเพียงโม่ฝาน จางปิงกู่และจ้าวหม่าหยันเท่านั้นที่อยู่รวมกันตอนนี้
จางปิงกู่นั้นชื่นชมโม่ฝานอย่างมาก เขากลายเป็นแฟนคลับตัวยงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจ้าวหม่าหยันนั้นจากเดิมเขารู้สึกดีต่อโม่ฝานอยู่แล้ว ทำให้ยิ่งรู้สึกดีมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านัก อย่างไรก็ตามคำถามที่โม่ฝานต้องพบเจอและรู้สึกชื่นชอบอย่างมากในเวลานี้คือ “นายช่วยบอกได้ไหมเมื่อครั้งที่ได้ต่อสู้กับมู่หนิวเจี่ยวนั้น ขนาดหน้าอกของเธออยู่ในคัพซีหรือว่าดี?”
โม่ฝานนั้นแม้ว่าจะต้องอยู่ในการต่อสู้ที่ดุเดือดและเดิมพันด้วยทุกสิ่งที่มี แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะสังเกตเรื่องเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน คำตอบของเขาน่ะเหรอ ด้วยสายตาที่เฉียบแหลมราวคมมีดสามารถฟันธงได้อย่างรวดเร็วว่าเธออยู่ในคัพดี!
ทรัพยากรมากมายที่เขาสมควรจะได้รับนั้นจำเป็นจะต้องผ่านกระบวนการมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าเขาก็ไม่ได้เร่งรีบอะไรนัก ในทุกๆวันเขาก็เพียงฝึกฝนตนเองเพื่อรอเวลาที่จะกลืนกินทรัพยากรเหล่านั้นไปเช่นเดิม
ภายในพริบตา วันเวลาล่วงเลยผ่านไปหนึ่งเดือนอย่างรวดเร็วหลังจากจบการแข่งขัน
ประเด็นของการประลองในคราวนั้นยังถูกพูดถึงบ้างเป็นครั้งคราว ตอนนี้โม่ฝานได้ยินจางปิงกู่นำข่าวใหม่มาเล่าให้เขาฟัง มีนักเรียนใหม่เพิ่งจะลงทะเบียนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ซึ่งเขาล่าช้ากว่ากำหนดไปมาก อีกทั้งยังมีข่าวลือว่าบุคคลผู้นั้นแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าโม่ฝานอีกด้วย
แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โม่ฝานนั้นทำตนให้กลายเป็นศัตรูของคนทั้งโรงเรียนไปแล้วโดยสมบูรณ์ ดังนั้นแม้ว่าทุกคนจะรู้ว่าเขาแข็งแกร่งมาก แต่พวกเขาทั้งหมดก็ไม่อาจทำใจยอมรับว่าโม่ฝานเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในโรงเรียน ผลที่ตามมาก็คือพวกเขาต่างพากันไปชื่นชอบนักเรียนคนใหม่ที่แข็งแกร่งมากยิ่งกว่าโม่ฝาน พวกเขาทั้งหมดไม่อาจทำใจยอมรับโม่ฝานได้หมดจดเพียงเพราะตนเองไม่เคยต่อสู้ด้วย เช่นนี้ความสนใจที่โม่ฝานได้รับจึงโดนแย่งชิงไปจากนักเรียนใหม่คนนั้นโดยสมบูรณ์
“เฮ้! นายรู้รึเปล่าว่ามู่หนิวเจี่ยวนั้นทำอะไรลงไป ทำไมผู้คนถึงมองว่าเธอเป็นเทพธิดา!” จางปิงกู่กล่าวในขณะที่เดินเข้ามาในห้องพักอย่างเร่งรีบ ซึ่งภายในห้องนี้โม่ฝานและจ้าวหม่าหยันกำลังนั่งสมาธิอยู่เพราะทั้งสองขี้เกียจที่จะไปเข้าเรียน
จ้าวหม่าหยันเปิดตาทันทีเมื่อได้ยินคำว่ามู่หนิวเจี่ยว หัวใจของเขานั้นสนใจในเรื่องราวของเธออย่างแท้จริง ไม่ว่าเขาจะยุ่งหรือทำอะไรอยู่ เขาก็พร้อมที่จะหยุดมันและอยากรู้เรื่องราวอย่างกระตือรือร้น แม้ว่าเขาจะอยู่ในช่วงเวลาแห่งการทะลุเข้าสู่ระดับต่อไปก็ตาม!
จางปิงกู่พูดต่อไป “มู่หนิวเจี่ยวคนนั้นรับผิดชอบต่อการแข่งขั้นที่เกิดขึ้นและเธอบริจาคทรัพยากรจำนวนมากให้กับโรงเรียนเท่ากับที่โรงเรียนได้เสียให้กับโม่ฝานในนามของตระกูลมู่!”
เมื่อเขากล่าวมาถึงตรงนี้โม่ฝานลืมตาขึ้นพร้อมขมวดคิ้วแน่น
“ทำไมเธอต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะ?” โม่ฝานถามออกมาด้วยความประหลาดใจ
“เช่นนี้จะไม่ใจดีไปหน่อยงั้นเหรอ? เธอไม่จำเป็นที่จะต้องรับผิดชอบทรัพยากรที่พวกเขาต้องสูญเสียไปสักหน่อย นั่นไม่ใช่ความผิดของเธอด้วยซ้ำ ทำไมเธอจึงต้องพยายามทำเรื่องให้มันใหญ่โตราวกับว่าเป็นความผิดของตนเองด้วยล่ะ?”
“อืมใช่ ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน แม้แต่สถาบันของเราก็ยังเห็นชอบด้วยกับการที่เธอทำเช่นนั้น พวกเขาคิดว่าเป็นพรจากเทพธิดาล่ะมั้ง!” จางปิงกู่กล่าวออกมาอย่างตื่นเต้น
จ้าวหม่าหยันครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะจากนั้นเขาก็ตระหนักได้ถึงเหตุผลของมู่หนิวเจี่ยวในการกระทำครั้งนี้ทันที
“มันเป็นกลยุทธ์น่ะนะ!” จ้าวหม่าหยันกล่าวออกมา
“ยังไง?” โม่ฝานถามกลับ
ทรัพยากรจำนวนมากเช่นนั้นไม่มีทางที่ตระกูลใหญ่จะสามารถแจกจ่ายออกไปได้โดยไม่มีผลประโยชน์อะไร แม้แต่ตระกูลที่มีฐานะร่ำรวยมากๆยังไม่อาจทำเช่นนี้ได้เลย
“ในแต่ละปี ตระกูลใหญ่จะใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อที่จะดึงดูดนักเรียนที่มีความสามารถให้เข้าเป็นศิษย์ของตน นักเรียนที่มีชื่อเสียงจะได้รับความสนใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งกาลก่อนสถาบันนั้นไม่ค่อยเห็นชอบกับวิธีเหล่านี้มากนัก พวกเขามักจะขัดแข้งขากันอยู่เสมอมา สิ่งที่ตระกูลมู่ทำในตอนนี้ก็คือการโปรยอาหารเพื่อให้ได้รับคะแนนนิยมชมชอบจากเหล่านักเรียนใหม่ ซึ่งในคราวนี้สถาบันได้สูญเสียทรัพยากรจำนวนมากไปอย่างไม่อาจเลี่ยง พวกเขาจำเป็นจะต้องอนุมัติอย่างลับๆและอนุญาตให้ตระกูลมู่ได้ทำทุกอย่างเท่าที่ตระกูลของเธอจะพอใจซะอย่างนั้น” จ้าวหม่าหยันอธิบายออกมา
“แต่มันก็ยังเป็นราคาที่แพงหูฉีกอยู่ดี! ถ้าหากว่านักเรียนใหม่ได้รับสิ่งที่ยอดเยี่ยมกว่าในอนาคต ฉันสงสัยว่าพวกเขาทั้งหมดจะยังคงยืนเคียงข้างตระกูลมู่อีกหรือไม่ล่ะ? เหอะๆ” จางปิงกู่ตอบกลับอย่างสมเหตุผล
“ทองคำมากมายนั้นไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับผู้คนที่เต็มไปด้วยความมั่งคั่งร่ำรวย แต่ถ้าหากเมื่อใดที่บุคคลเหล่านั้นเอาอาหารมาใส่ในชามข้าวของบุคคลที่กำลังจะอดตาย ไม่ว่าอย่างไรบุญคุณในครั้งนี้พวกเขาเหล่านั้นก็จะต้องจดจำไปตลอดชั่วชีวิตจองตนเอง ตระกูลมู่นั้นฉลาดมากและสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของตนเองอย่างง่ายดาย พวกเขาได้ชื่อเสียงและศิษย์จำนวนมากจากการกระทำในคราวนี้ แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ทั้งโรงเรียนที่จะเข้าร่วมเป็นฝักฝ่ายเดียวกับตระกูลมู่ แต่อย่างน้อยทั้งหมดก็ย่อมได้รับชื่อเสียงไปอย่างล้นหลาม นับว่าเป็นก้าวแรกที่ยอดเยี่ยม!” จ้าวหม่าหยันตอบกลับพร้อมชี้ให้เห็นถึงช่องทางของผลประโยชน์
จางปิงกู่ได้ฟังเช่นนั้น เขาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆอย่างช่วยไม่ได้
ถ้าหากว่าจ้าวหม่าหยันไม่ได้อธิบายตรงนี้ออกมา แน่นอนว่าเขาก็คงคิดเพียงว่ามู่หนิวเจี่ยวนั้นเป็นเทพธิดาและได้จุติลงมาโปรดเหล่าผู้ยากไร้ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ เธอยอมแบกรับความผิดทั้งหมดไว้แต่เพียงผู้เดียวอย่างไร้เดียงสา… แต่แท้จริงแล้ว… ใครเล่าจะรู้แจ้ง?
โม่ฝานเหลือบมองไปที่จ้าวหม่าหยันด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
“ว้าว ดูเหมือนว่านายจะรู้จริงเกี่ยวกับกลอุบายครั้งนี้นะ แน่นอนว่านายจะต้องเป็นบุคคลชั้นสูงด้วยเช่นกัน ไม่เช่นนั้นก็คงไม่อาจมองผ่านการกระทำที่ซับซ้อนเหล่านี้ของมู่หนิวเจี่ยวได้หรอก” โม่ฝานคร่ำครวญออกมา
“นายกำลังจะบอกว่าหญิงสาวที่ฉันชื่นชมอย่างสุดหัวใจเป็นนางมารร้ายงั้นเหรอ?! ไม่ว่าอย่างไรฉันก็ยังชื่นชมเธอในฐานะเทพธิดาอยู่ดี!” จางปิงกู่กล่าวออกมาอย่างคึกคะนอง
“แน่นอนว่าเราจะตัดสินเธอเช่นนั้นไม่ได้ ตระกูลมู่นั้นเป็นคนคิดค้นแผนการทั้งหมดนี้หลังจากที่มู่หนิวเจี่ยวได้พลาดพลั้งพ่ายแพ้ให้กับโม่ฝาน แน่นอนว่าเธอถูกยัดข้อมูลว่าเธอจำเป็นจะต้องรับผิดชอบในสิ่งนี้จากครอบครัวของตนเอง มู่หนิวเจี่ยวจำเป็นจะต้องรับข้อเสนอของตระกูลเพื่อให้ตนเองรู้สึกพ้นผิดเท่านั้น” จ้าวหม่าหยันกล่าวอธิบายออกมา
“โอ้ ยอดเยี่ยมมาก นายเกือบจะทำลายภาพฝันสวยงามของฉันที่มีต่อเธอเสียแล้ว!” จางปิงกู่กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มตื้นเขิน
ภายในวันนี้โม่ฝานได้ถูกเติมเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหาย
ดูเหมือนว่าตระกูลใหญ่นั้นจะไม่ได้ใช้ทรัพยากรมากมายโดยสิ้นเปลือง อีกทั้งการที่พวกเขาทำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด ตระกูลใหญ่ย่อมรู้ดีถึงผลประโยชน์ที่จะตามมา การกระทำในครั้งนี้นำพาชื่อเสียงมาสู่ตระกูลของพวกเขาอย่างล้นหลาม อีกทั้งยังได้ศิษย์เข้าสู่ตระกูลอีกด้วย!
ในคราวแรกมันเป็นเรื่องที่เลวร้ายสำหรับตระกูลมู่อย่างมากเมื่อมู่หนิวเจี่ยวได้พ่ายแพ้และสูญเสียทรัพยากรจำนวนมาก แต่ภายในพริบตาพวกเขาทั้งหมดได้พลิกสถานการณ์อย่างรวดเร็วเพื่อเปลี่ยนมันให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างผลประโยชน์ให้กับตระกูลของตนเอง สิ่งที่ตระกูลมู่ได้รับในวันนี้มากพอที่จะทิ้งห่างจากตระกูลอื่นๆอย่างมาก ผลตอบแทนเช่นนี้คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม
“จะว่าไปแล้ว นายหนีออกจากเถาวัลย์จองจำระดับมัชฌิมได้อย่างไรกัน? ป่าทึบเช่นนั้นไม่ว่าอย่างไรก็หมดหนทางที่จะหลบหนีแน่นอน นายมีเทคนิคอะไรงั้นเหรอ?” จางปิงกู่ถามโม่ฝานออกไปอย่างไม่เข้าใจ
“ถ้าหากว่าเขาบอกนาย แน่นอนว่าทั้งสถาบันคงจะรู้กันโดยทั่วแน่เพราะปากนายมันสว่างเกินไปยังไงล่ะ!” จ้าวหม่าหยันกล่าวออกมา
โม่ฝานไม่เห็นด้วยอย่างมากกับการที่จะเปิดเผยไพ่ตายของเขาให้คนจำนวนมากรับรู้ เช่นนี้เขาจึงพยักหน้ารับอย่างเงียบๆ
“บอกฉันหน่อยเถอะนะ ฉันสัญญาว่าจะปิดปากให้เงียบที่สุดเลย” จ้าวหม่าหยันกล่าวกับโม่ฝานด้วยสายตาเจ้าเล่ห์พร้อมวิงวอน
โม่ฝานตกใจเล็กน้อยที่เขาจะกล้าเย้าแหย่ต่อ เช่นนี้เขาจึงตอบกลับสั้นๆ “เล่นไข่ตัวเองไปเถอะ!”